Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ร่วมกับคนร้ายทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290,295,83 การที่จำเลยที่ 1 และ 3 ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 เป็นการกระทำในเวลาเดียวกับที่คนร้ายตีผู้ตายด้วยขวาน กรณีเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ที่ 3 กับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตายโดยมีเจตนาที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตายทุกคน ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นเจตนาเดียวเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่เป็นความผิดกฎหมายหลายบทตามมาตรา 90

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ ก. จำเลยทั้งสี่กับนายสัมพันธุ์ จ้อยจุฬ ซึ่งเป็นเยาวชนแยกดำเนินคดีเป็นส่วนหนึ่งต่างหากและพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันใช้ไม้ขนาดกว้าง 3 นิ้วฟุต หนา1.5 นิ้วฟุต ยาว 1.5 เมตร 1 อัน ขวด ก้อนอิฐ ก้อนหิน และขวานเหล็กซึ่งมีส่วนคมกว้าง 3.5 นิ้วฟุต ยาว 5 นิ้วฟุต สันหนา 2 นิ้วฟุต1 เล่ม เป็นอาวุธรุมตีและฟันนายสิรวัช วิภาคทรัพย์ หลายครั้งถูกบริเวณศีรษะและตามร่างกายหลายแห่ง โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกดังกล่าวมีเจตนาฆ่านายสิรวัช เป็นเหตุให้นายสิรวัชได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ข. จำเลยทั้งสี่กับพวกดังกล่าวในข้อ ก.ร่วมกันใช้ไม้ขนาดกว้าง 3 นิ้วฟุต

หนา1.5 นิ้วฟุต ยาว 1.5 เมตร 1 อัน แป๊บน้ำ ขวด ก้อนอิฐ ก้อนหินเป็นอาวุธรุมตีทำร้ายร่างกายนายชำนาญ ชัยสมบัติเนตร ผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้งถูกตามบริเวณร่างกายหลายแห่งจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย ค. จำเลยทั้งสี่กับพวกดังกล่าวในข้อ ก.ร่วมกันใช้อาวุธในข้อ ข.รุมตีทำร้ายร่างกายนายฉัตรชัย บุญปก ผู้เสียหายที่ 2 หลายครั้ง ถูกบริเวณใต้สะบักแถบซ้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 83, 91ริบของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 1340/2530ของศาลชั้นต้นระหว่างพิจารณา นายชัยชนะ วิภาคทรัพย์ บิดาของนายสิรวัชวิภาคทรัพย์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295 ประกอบมาตรา 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นวางโทษจำคุกคนละ 20 ปี กระทงที่สองและกระทงที่สามฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นวางโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมสองกระทงเป็นจำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4คนละ 21 ปี นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่1340/2530 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ให้วางโทษจำคุก 1 เดือน ข้อหาตามฟ้องให้ยก ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290,295 ประกอบด้วยมาตรา 86 ให้ลงโทษตามมาตรา 290 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 4 ปี ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 1,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 1 ปีจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290, 295ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 290 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก6 ปี สำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2530 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงแรมนาซ่าไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ต่อมาจำเลยที่ 3 และคนร้ายหลายคนได้ร่วมกันทำร้ายร่างกายนายสิรวัช ผู้ตาย ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2ที่ปากซอยวัฒนาซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมนาซ่าประมาณ 50 เมตรโดยมีคนร้ายบางคนใช้ขวานเป็นอาวุธตีผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 และ ที่ 2ได้รับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนได้ไม้และขวานที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลางพิเคราะห์แล้ว ในปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง

โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เพียงปากเดียวเบิกความว่าผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 นายพนิต และผู้ตายวิ่งหนีจำเลยที่ 1ที่ 2 กับพวกประมาณ 5 คน ออกมาถึงปากซอยวัฒนา ผู้เสียหายที่ 1และที่ 2 ถูกชายประมาณ 20 คน ซึ่งมีจำเลยที่ 3 ที่ 4 รวมอยู่ด้วยรุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 วิ่งหนีข้ามถนนตากสินไปได้ ผู้เสียหายที่ 1 ถูกต่อยล้มตะแคงลงบนพื้น จำเลยที่ 3 ที่ 4 เข้าไปรุมกระทืบและใช้ไม้หน้า 3 ตีบริเวณขาและด้านหลัง แล้วช่วยกันลากผู้เสียหายที่ 1 ไปไว้บนทางเท้าขณะนั้นผู้ตายได้เข้าไปยืนเคียงข้างผู้เสียหายที่ 1 แล้วร้องห้าม จึงถูกชายกลุ่มนั้นรุมทำร้าย โดยจำเลยที่ 4 ใช้สันขวานตีผู้ตายที่บริเวณศีรษะด้านหลัง 1 ทีผู้ตายล้มหงายลงบนพื้นถนน

เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกรุมทำร้ายจนล้มลง และยังถูกเตะและถีบในขณะล้มอยู่ด้วย โอกาสที่จะมองเห็นคนร้ายที่ทำร้ายผู้ตายจึงมีน้อย ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถูกชายหลายคนรุมทำร้ายและจับตัวไว้ ชายคนหนึ่งถือขวานเข้ามาจะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ผู้ตายวิ่งเข้ามากอดและบังตัวผู้เสียหายที่ 1 ผู้ตายจึงถูกตีด้วยขวานที่ศีรษะด้านหลังล้มลงไปพร้อมกับผู้เสียหายที่ 1คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอยมีพิรุธไม่เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยที่ 4 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และใช้ขวานตีผู้ตาย ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเจตนาฆ่าผู้ตายและจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง

พยานหลักฐานโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 กับพวกหลายคนไล่ตามทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายที่หน้าโรงแรมนาซ่า แล้วติดตามไปที่ปากซอยวัฒนาขณะผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตายถูกรุมทำร้ายที่ปากซอยวัฒนาจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 6-7 เมตร ไม่ได้เข้าร่วมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตาย แต่ก็อยู่ในที่เกิดเหตุในลักษณะที่พร้อมจะเข้าช่วยเหลือหรือร่วมทำร้ายด้วยได้ อย่างไรก็ตาม ปรากฏตามคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 ว่า หลังจากผู้ตายถูกตีล้มลงจำเลยที่ 1 ตะโกนห้ามพวกที่รุมทำร้ายผู้เสียหายให้หยุดทำร้าย แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ร่วมทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายโดยมีเจตนาที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตายเท่านั้น

ส่วนจำเลยที่ 3 ได้ความว่าได้ร่วมทำร้ายด้วย แต่ไม่มีอาวุธ คงใช้เท้ากระทืบผู้เสียหายที่ 1 แม้จะปรากฏว่ากลุ่มคนร้ายมีท่อนไม้ และท่อนเหล็กเป็นอาวุธ ผู้เสียหายที่ 1 ก็ถูกตีที่ลำตัวและท่อนขา และถูกชกต่อยที่ใบหน้า ซึ่งมิใช่การทำร้ายอย่างฉกรรจ์ อันอาจทำอันตรายถึงชีวิต เห็นว่า เหตุรุมทำร้ายเกิดในเวลากระชั้นชิด ไม่ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 3 กับพวกนัดหมายกันทำร้ายผู้เสียหายกับผู้ตายให้ถึงแก่ความตาย อีกทั้งจำเลยที่ 3 กับผู้ตายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 3 กับพวก มีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายกับผู้ตายเท่านั้น ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนาฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดสองกรรม และกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาเป็นอีกกรรมหนึ่งนั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 มีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และ 3 ทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 เป็นการกระทำในเวลาเดียวกับที่คนร้ายตีผู้ตายด้วยขวาน กรณีเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ที่ 3 กับพวกรุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตายนั่นเอง โดยมีเจตนาที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และผู้ตายทุกคน ลักษณะของเจตนาในการกระทำความผิดเป็นเจตนาเดียวจะแยกเอาการกระทำดังกล่าวออกเป็นความผิดสามกรรมหาชอบไม่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่เป็นความผิดกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สรุปแล้วที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290, 295, 83 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญส่ง วรรณกลาง · สะสม สิริเจริญสุข · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้