Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2953/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลว่าจำเลยยอมขายที่ดินพิพาทให้โจทก์แม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความจะไม่ได้ระบุว่าขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างก็ตามก็ต้องหมายรวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยเพราะสิ่งปลูกสร้างคือบ้านพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมตกติดไปกับที่ดินและโจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำกันไว้อันแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วยการที่โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาตามยอมว่าการขายที่ดินดังกล่าวรวมถึงสิ่งปลูกสร้างในที่ดินด้วยนั้นแปลได้ว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีโดยแปลว่าสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินที่ตกลงซื้อขายได้มุ่งหมายถึงสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นด้วยแล้วบังคับคดีไปตามนั้นโจทก์มีสิทธิที่จะขอบังคับให้จำเลยโอนบ้านพิพาทแก่โจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ในที่สุดโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยตกลงขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจตนาแท้จริงของโจทก์จำเลยมีว่า จำเลยตกลงขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์แต่คำพิพากษากล่าวถึงเฉพาะการขายที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนโอนเฉพาะที่ดินแก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาเดิมว่าการขายที่ดินนั้นหมายรวมถึงสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดจำเลยคัดค้านว่า เจตนาของจำเลยต้องการขายเฉพาะที่ดินเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วยศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยโอนบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ด้วยจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าข้อตกลงซื้อขายที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะหมายรวมถึงสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า

เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นของบิดาโจทก์จำเลยมีสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 131 อยู่แล้วโดยบิดาโจทก์จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างขึ้นเป็นเวลากว่า 35 ปีแล้วตามกฎหมายบ้านพิพาทย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินแปลงนี้ ฉะนั้นแม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะใช้คำแต่เพียงว่าจำเลยตกลงยินยอมขายที่ดินให้แก่โจทก์ โดยไม่มีข้อความว่า "พร้อมสิ่งปลูกสร้าง"ก็ดี ก็ต้องหมายความว่าเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างหรือบ้านพิพาทด้วย เพราะบ้านพิพาทปลูกในที่ดินและเป็นส่วนควบของที่ดินที่ตกลงขายกันย่อมตกติดไปกับที่ดิน

โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอบังคับให้จำเลยโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขายซึ่งได้ทำกันไว้อันแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างด้วย และจำเลยก็ทราบดี และสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีข้อตกลงกันไว้เป็นพิเศษว่าให้สิ่งปลูกสร้างคือบ้านพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอันพึงแสดงว่าจำเลยยังสงวนสิทธิมิยอมขายบ้านพิพาทด้วย จึงไม่มีทางจะให้แปลว่าจำเลยตกลงขายแต่เฉพาะที่ดินเท่านั้นที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้อธิบายขยายคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143เพราะมิใช่เรื่องที่คำพิพากษามีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีที่โจทก์ยื่นคำร้องเข้ามาเช่นในคดีนี้พอจะแปลได้ว่า เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีโดยแปลว่าสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินที่ตกลงซื้อขายได้มุ่งหมายถึงสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นด้วย แล้วบังคับคดีไปตามนั้นเพราะคำพิพากษาตามยอมเป็นเรื่องบังคับไปตามสัญญายอมที่ถูกต้องแท้จริงได้ และกรณีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ศาลออกหมายบังคับคดี หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งจะต้องขอให้ศาลสั่งยกเลิกแก้ไขก่อนการบังคับคดีเสร็จ หรือภายใน 8 วันนับแต่ทราบการฝ่าฝืน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 โจทก์มีสิทธิที่จะขอบังคับให้จำเลยโอนบ้านพิพาทแก่โจทก์ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุสิต วราโห · สุวัฒน์ รัตรสาร · สุไพศาล วิบุลศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้