Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทอ้างว่าเป็นมรดกของน. ผู้ตายโดยตีราคาที่ดินและบ้านเป็นจำนวนเงิน1,600,000บาทและ300,000บาทตามลำดับศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์จำนวน203.81ส่วนใน3,261ส่วนและแบ่งบ้านพิพาทจำนวน1ใน16ส่วนแก่โจทก์จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ต้องแบ่งให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนโจทก์ไม่ฎีการาคาที่ดินและบ้านที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียง99,998.77บาทและ18,750บาทตามลำดับรวมแล้วเป็นราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000บาทจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นฎีกา จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าที่ดินส่วนของบ.และศ. ที่จำเลยได้รับโอนมาจำเลยได้โอนคืนให้แก่ศ.และบุตรของบ. ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งเป็นทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้วโจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยไม่ได้นั้นเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและนายนพอยู่กินเป็นสามีภริยาช่วยกันทำนาและเก็บหอมรอมริบเงินที่ทำมาหาได้จนมีบ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 1 ราคาประมาณ 300,000 บาทและที่ดินโฉนดเลขที่ 166 เนื้อที่ 8 ไร่ 61 ตารางวาราคาประมาณ 1,600,000 บาท ต่อมานายนพถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินคือบ้านและที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นมรดกแก่ทายาทของนายนพ โจทก์เป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายนพ โจทก์เคยติดต่อให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินมรดกแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์บ้านดังกล่าวแก่โจทก์ครึ่งหนึ่งและให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 166แก่โจทก์จำนวน 4 ไร่ 30 ตารางวาจำเลยให้การว่า เมื่อ พ.ศ. 2496 นายนพติดยาเสพติดจำเลยได้ขอร้องให้เลิกเสพ แต่นายนพปฏิเสธจำเลยจึงแยกมาอยู่กับพี่สาวแต่นายนพก็ตามมาอยู่ด้วยแต่ต่างคนต่างอยู่

จำเลยต้องหาเลี้ยงตัวเองมาตลอด นายนพไม่มีสิ่งใดที่จะนำมาลงเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยไม่ว่าเป็นทรัพย์สินหรือแรงงาน เดิมบ้านพิพาทเป็นบ้านชั้นเดียวหลังคามุงจาก อยู่ริมคลองซึ่งเป็นที่สาธารณะ กำนันสั่งให้รื้อแต่นายนพไม่สามารถรื้อปลูกใหม่ได้เพราะไม่มีเงินและเจ็บป่วยไม่สามารถทำอะไรได้ นายวีระหลานชายจำเลยได้ออกเงินส่วนหนึ่งร่วมกับเงินที่จำเลยได้จากการขายหน้าดินทำการปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่ปัจจุบันโดยมีกำนันช่วยเหลือปรับที่ดินให้ ที่ดินที่ปลูกบ้านจึงเป็นของจำเลย บ้านที่ปลูกใหม่เป็นบ้าน 2 ชั้น หลังคามุงกระเบื้องราคาค่าปลูกสร้างเป็นเงิน 70,000 บาท ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 166 มีเนื้อที่ทั้งหมด 28 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวาเป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษจำเลย

มิได้ซื้อหามาใหม่ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ล้วนแต่เป็นผู้สืบสกุลของผู้มีกรรมสิทธิ์เดิมยังไม่เคยแบ่งออกเป็นสัดส่วน ที่รายการจดทะเบียนซื้อขายนั้นเป็นเพราะเครือญาติของจำเลยเห็นว่าจำเลยจะรักษาทรัพย์สมบัติไว้ได้ หากจำเลยถึงแก่กรรมโดยกะทันหัน ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นจะต้องตกทอดแก่หลานจึงมาทำโอนขายให้จำเลยไว้ แต่ต่อมาจำเลยได้โอนกรรมสิทธิ์คืนให้แก่ญาติแล้วคงเหลือแต่ส่วนของจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 166 แก่โจทก์ เนื้อที่ 800 ส่วนใน 6,461 ส่วนและแบ่งกรรมสิทธิ์บ้านพิพาทหนึ่งในสี่ส่วน ถ้าคู่ความตกลงแบ่งกันไม่ได้ ให้เอาประมูลระหว่างคู่ความกับเจ้าของร่วมคนอื่น ถ้าไม่ตกลงให้นำทรัพย์สินพิพาทออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งปันตามส่วนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 166 ให้แก่โจทก์ 203.81 ส่วนใน 3261 ส่วนและแบ่งกรรมสิทธิ์บ้าน 1 ใน 16 ส่วน ให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาท อ้างว่าเป็นมรดกของนายนพ เขียวคำผู้ตาย โดยตีราคาที่ดินและบ้านเป็นจำนวนเงิน 1,600,000 บาทและ 300,000 บาท ตามลำดับศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์จำนวน 203.81 ส่วน ใน 3,261 ส่วนและแบ่งบ้านพิพาทจำนวน 1 ใน 16 ส่วน แก่โจทก์ จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องแบ่งให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนโจทก์ไม่ฎีการาคาที่ดินและบ้านที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 99,998.77 บาท และ 18,750 บาท ตามลำดับรวมแล้วเป็นราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเพียง 118,748.77 บาท ไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นฎีกา ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า

จำเลยและนายนพอยู่กินเป็นสามีภริยากันและทำมาหาได้ร่วมกันตลอดมาจนกระทั่งนายนพถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจำเลยซื้อมาจากนางบุญฉันท์ แฟงสุด และนางศรีสวรรค์ นกกลิ่นดี ในระหว่างอยู่กินกับนายนพส่วนบ้านพิพาทก็ปลูกขึ้นระหว่างนายนพอยู่กินกับจำเลยนายนพจึงมีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกับจำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า นายนพไม่มีทรัพย์สินติดตัวมาอยู่กินกับจำเลย ไม่ได้ทำมาหากินร่วมกับจำเลยเพราะติดยาเสพติดก็ดีนางบุญฉันท์และนางศรีสวรรค์ไม่ได้ขายที่ดินให้จำเลยเป็นแต่เพียงโอนฝากที่ดินไว้กับจำเลยเพื่อป้องกันมิให้สามีเอาที่ดินไปก็ดี บ้านพิพาทจำเลยก่อสร้างขึ้นมาเอง นายนพไม่มีส่วนในการปลูกสร้างด้วยก็ดี ล้วนเป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าที่ดินส่วนของนางบุญฉันท์และนางศรีสวรรค์ ที่จำเลยได้รับโอนมา จำเลยได้โอนคืนให้แก่นางศรีสวรรค์และบุตรของนางบุญฉันท์ ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ที่ดินที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งเป็นทรัพย์สินของบุคคลอื่นแล้ว โจทก์จะมาฟ้องขอแบ่งจากจำเลยไม่ได้นั้น เห็นว่า ฎีกาจำเลยข้อนี้เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาจำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มหินทร์ สุรดินทร์กูร · อากาศ บำรุงชีพ · สละ เทศรำพรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7307/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี ถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2555

โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ประเมินราคาทรัพย์เสียหายโดยมีหลักฐานเรื่องความเสียหายชัดเจนนอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ ไว้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มฟ้องต้องยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2552

ฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ปักหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 268919)

การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้