Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2931/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นของโจทก์ แต่เป็นของผู้อื่น คือ ม. และ ห. กับมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินมาจาก ม. และ ห. และยึดถือครอบครองเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองแล้ว ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์ที่ฟ้องและมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อโจทก์พอใจไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จากการที่จำเลยอยู่ในที่ดินโดยละเมิดเดือนละ 2,000 บาท จึงต้องถือว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปคำนวณถึงวันที่ 27 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้ก็ไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่สิทธิที่จะฎีกาปัญหาดังกล่าวอีก เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 49/5 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่งอกที่ติดกับที่ดิน ให้จำเลยใช้เงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าทดแทนความเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่หลักหมุดที่ ลม.59 ลม.60 ลม.61 ลม.37 ลม.38 3ช - 5083 ลม.52 1ฉ - 5311 ลม.57 ลม.58 ลม.59 และที่ดินพิพาทที่เป็นที่งอกตั้งแต่หลักหมุดที่ ลม.57 ลม.37 ลม.38 3ช - 5083 ลม.52 ลม.1ฉ - 5311 ลม.57 และบ้านเลขที่ 49/5 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน แต่ทั้งนี้จำนวนเงินเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 240,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่า จำเลยอาศัยอยู่บนที่ดินซึ่งเป็นที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของโจทก์ และโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินอีกต่อไป จำเลยให้การว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้าน พักอาศัยเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11 เป็นชื่อนายมี นางเหลี่ยม จำเลยเข้าครอบครองโดยปลูกบ้าน ต้นไม้และผักสวนครัวต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ปี 2535 โดยไม่มีใครโต้แย้งสิทธิ และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 ตามฟ้อง โจทก์ฟ้องขับไล่ผิดแปลง ขอให้ยกฟ้อง เป็นการยกข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นของโจทก์ แต่เป็นของผู้อื่น

คือนายมีและนางเหลี่ยม กับมิได้อ้างว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินมาจากนายมีและนางเหลี่ยมและยึดถือครอบครองเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองแล้ว ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์ที่ฟ้องและมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลย จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และเมื่อโจทก์พอใจไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จากการที่จำเลยอยู่ในที่ดินโดยละเมิดเดือนละ 2,000 บาท จึงต้องถือว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย

แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เป็นต้นไปคำนวณถึงวันที่ 27 เมษายน 2554 ซึ่งเป็นวันฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้ก็ไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกของที่ดินโฉนดเลขที่ 6506 เนื่องจากที่ดินที่จำเลยครอบครองมีเอกสารสิทธิเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11 โดยมีการครอบครองโดยสงบและเปิดเผยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ทั้งขณะนางสนอง

นายสายหยุด และนางเหลี่ยม ขายที่ดินให้แก่นายวรรณชัย เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2532 จำเลยและชาวบ้านไม่ทราบว่ามีการขายที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) รวมไปในสัญญาซื้อขาย หากทราบย่อมต้องคัดค้านเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่สิทธิที่จะฎีกาว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 11 อยู่นอกโฉนดเลขที่ 6506 อีก เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง เมื่อคดีโจทก์ส่วนที่ฟ้องและมีคำขอให้ขับไล่จำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีก 26,810 บาท จึงไม่ชอบ และต้องคืนให้แก่โจทก์ กับไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่เพียง 1 งานเศษ จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 1,390,500 บาท ขอให้ศาลฎีกาสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาเป็นเงิน 51,420 บาท ให้แก่จำเลยอีก

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่เสียเกินมา 26,810 บาท ให้แก่โจทก์ กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีระพงศ์ จิระภาค · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · อำนาจ พวงชมภู
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายกิตติพันธุ์ เกียรติสุนทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสัมพันธ์ บุนนาค
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3639/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ412/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ950/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้