Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2898/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฎีกาว่าข้อนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายหรือโฆษณาต่อประชาชนให้ไปทำงานในประเทศตะวันออกกลาง และไม่นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ตั้งใจส่งผู้เสียหายไปทำงานยังต่างประเทศเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฉ้อโกงมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดทางอาญาแต่เป็นความรับผิดทางแพ่ง เป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 แม้ว่าวันเกิดเหตุของคดีความผิดฐานฉ้อโกงในคดีนี้จะคาบเกี่ยวกันกับคดีแรก แต่ผู้เสียหายเป็นคนละชุดกัน ถูกหลอกลวงต่างวันหรือต่างเวลากัน เงินที่ถูกหลอกลวงก็เป็นคนละจำนวนกัน จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ซ้ำซ้อนกับคดีแรก ปัญหาที่ว่ามีการกระทำผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตหลายกรรมหรือไม่ต้องพิจารณาว่าการจัดหางานนั้นได้กระทำต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันหรือไม่ มิใช่พิจารณาว่าเป็นการจัดหางานให้แต่ละคนหรือแต่ละช่วงเวลาตามแต่จะกำหนดเป็นสำคัญ เมื่อได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้ออกอุบายตั้งสำนักงานจัดหางานให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งการกระทำผิดในคดีนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกับคดีแรกโดยไม่ปรากฏว่ามีการหยุดดำเนินกิจการในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาดำเนินการในการจัดหางานคราวเดียวกันการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองคดีในความผิดฐานนี้จึงเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานจัดหางาน ฯ จึงซ้อนกับคดีแรก ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาที่ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนนั้นเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้มิได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัย เมื่อฟ้องโจทก์บางฐานความผิดเป็นฟ้องซ้อน ถือได้ว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาให้มิต้องรับโทษในฐานความผิดที่เป็นฟ้องซ้อนด้วย.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ หลบหนีศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาจับจำเลยที่ ๑ ได้ จึงยกคดีขึ้นพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗ จำคุก ๑ เดือน และมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๔๓ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก ๕ ปี จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ จัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและได้กระทำโดยเจตนาทุจริตหลอกลวงประชาชน ว่าจะส่งผู้สมัครไปทำงานในประเทศตะวันออกกลางทำให้จำเลยที่ ๑ ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้เสียหาย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าข้อนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ชักชวนผู้เสียหายหรือโฆษณาต่อประชาชนให้ไปทำงานในประเทศตะวันออกกลาง และไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ไม่ตั้งใจส่งผู้เสียหายไปทำงานยังต่างประเทศ เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาฉ้อโกงมาแต่ต้น การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นความผิดอาญาแต่เป็นความรับผิดทางแพ่ง และจำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียหายหรือบุคคลภายนอก

ไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง นั้น เห็นว่าข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ ล้วนเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาดังกล่าวข้างต้น เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกิน ๕ ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าฟ้องโจทก์คดีนี้ซ้ำซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่าสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงนั้นแม้ว่าวันเวลาเกิดเหตุของคดีทั้งสองสำนวนจะคาบเกี่ยวกัน แต่ผู้เสียหายในคดีทั้งสองสำนวนก็เป็นคนละชุดกัน

เงินที่ถูกหลอกลวงก็เป็นคนละจำนวนกัน ทั้งผู้เสียหายทั้งสองสำนวนถูกหลอกลวงต่างวันหรือต่างเวลากันจึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ มิใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน ฟ้องโจทก์ในฐานความผิดฉ้อโกงคดีนี้จึงไม่ซ้ำซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนนั้น ตามความในมาตรา ๑๙ ของ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้นั้น เป็นที่เห็นได้ว่าเมื่อได้รับอนุญาตให้จัดหางานแล้วก็สามารถดำเนินการในการจัดหางานได้ตามเวลาที่กำหนด มิใช่ว่าเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจะจัดหางานได้เพียงครั้งหนึ่งคราวเดียว

ปัญหาที่ว่าจะมีการกระทำฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตหลายกรรมต่างกันหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าการจัดหางานนั้นได้กระทำต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันหรือไม่ มิใช่พิจารณาว่าเป็นการจัดหางานให้แต่ละคนหรือแต่ละช่วงระยะเวลาตามแต่จะกำหนดเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นได้ความว่าจำเลยทั้งสามได้ออกอุบายตั้งสำนักงานในชื่อของจำเลยที่ ๓ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดดำเนินการจัดหางานให้แก่ประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะไปทำงานในประเทศตะวันออกกลาง ทั้งการกระทำผิดนี้คาบเกี่ยวต่อเนื่องกันทั้งสองคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการหยุดดำเนินกิจการในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ ๑ กับพวกมีเจตนาจะดำเนินการในการจัดหางานคราวเดียวกัน

การกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ ทั้งสองคดีในความผิดฐานนี้จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ฟ้องโจทก์ในฐานความผิดจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนคดีนี้จึงซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้มิได้ว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรค ๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และโดยที่ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่าต่อมาจำเลยที่ ๒ ถูกจับกุมตัวได้

ศาลชั้นต้นได้ยกคดีขึ้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ ข้อ ๒ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด เมื่อคดีฟังได้ว่าฟ้องโจทก์ฐานความผิดจัดหางานโดยเรียกและรับค่าบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตคดีนี้ซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว จึงถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่มิได้ฎีกาให้มิต้องถูกรับโทษในฐานความผิดดังกล่าวดุจจำเลยที่ ๑ ด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · มาโนช เพียรสนอง · สุพจน์ นาถะพินธุ
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายบุญสิน ตุลากัน
ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้