Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2895/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มารดาโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้จำเลยตามบันทึกข้อตกลง ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย จำเลยย่อมได้สิทธิในที่ดินส่วนนี้ดังที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงดังกล่าวหรืออีกนัยหนึ่ง มารดาโจทก์ยอมเสียสิทธิในที่ดินส่วนที่ได้ตกลงทำบันทึกไว้แสดงว่าเป็นของจำเลยนั้น โจทก์ซึ่งรับโอนการครอบครองจากมารดาก็ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนดังกล่าวที่ตกเป็นของจำเลยนั้นแล้ว จึงไม่มีอำนาจห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 181 เนื้อที่ 60 ไร่อาณาเขตทิศเหนือจดบ้านนายครบ ทิศใต้จดคลองกลาง ทิศตะวันออกจดนานางช่วน และทิศตะวันตกจดที่ดินสวนยางของนายรุ่ม เป็นของนายรายและนายครบ เกิดแก้วซึ่งเป็นปู่และบิดาของโจทก์ ที่ได้เสียชีวิตไปแล้ว ต่อมามารดาโจทก์ได้ทำประโยชน์และครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวสืบต่อมา คั้นปี 2526 มารดาโจทก์ได้ยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ไว้ โดยเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับรองอาณาเขตถูกต้องแล้ว โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่มารดาโจทก์ได้เสียชีวิตลงเมื่อปี 2530 โจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2530 จำเลยไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์อ้างว่าได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อจากบิดา ตาม

ส.ค.1 เลขที่ 365 จำนวน 25 ไร่มีอาณาเขตทิศเหนือจดสวนยางนายช่วน ทิศใต้จดสวนนายคล้ายทิศตะวันออกจดสวนนางหนะ และทิศตะวันตกจดนานายคล้าย จำเลยนำชี้รังวัดพิสูจน์สอบสวนว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวจำนวน 25 ไร่ อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ดังกล่าวซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ได้ครอบครองและทำประโยชน์ตลอดมาทั้งแปลง โดยจำเลยไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2530 นายอำเภอเปรียบเทียบแล้วแต่โจทก์จำเลยไม่อาจตกลงกันได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามส.ค.1 เลขที่ 181 จำนวน 60 ไร่ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ ห้ามจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องอันเป็นการรบกวนครอบครองที่ดินส.ค.1 ดังกล่าวอีกต่อไป และให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)

จำนวน 60 ไร่ ตาม ส.ค.1 ดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วยจำเลยให้การว่า ส.ค.1 เลขที่ 181 เป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์เพราะกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านท้องที่มิได้ลงชื่อรับรองให้ ดังนั้นนางแดงมารดาโจทก์ที่โจทก์อ้างว่าได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้สืบต่อมา โดยได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ทั้ง 60 ไร่แล้วนั้น ไม่ทำให้นางแดงได้สิทธิครอบครองไปอย่างใด และจำเลยได้คัดค้านไว้ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2527 โจทก์อ้างว่าเข้าไปครอบครองที่ดินแปลงนี้ต่อจากนางแดงเมื่อปี 2530 ซึ่งยังไม่ถึง 1 ปี จึงยังไม่ได้สิทธิครอบครอง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและเป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 714/2530 ของศาลชั้นต้น นอกจากนี้เมื่อจำเลยคัดค้านการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วนางแดงยอมรับว่าขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินจำเลยจำนวน 25 ไร่จึงทำบันทึกต่อนายอำเภอเมืองตรัง

ยอมตัดที่ดินด้านทิศใต้ของที่ดินแปลงดังกล่าวออกเสียเป็นเนื้อที่ 25 ไร่ โดยยอมรับว่าเป็นที่ดินของจำเลย ฉะนั้นโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางแดงจะมากล่าวอ้างขึ้นใหม่ว่าที่พิพาทเนื้อที่ 25 ไร่เป็นของโจทก์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์เคลือบคลุมใช้บังคับไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีก คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่181 ตามเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท (ยกเว้นที่ดินแถบด้านใต้เนื้อที่25 ไร่ เป็นของจำเลยโดยวัดด้วยการลากเส้นตรงจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกตั้งฉากกับแนวเหนือใต้ตัดแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกและตะวันตกให้ได้เนื้อที่จำนวนดังกล่าว) เป็นของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ประเด็นฎีกามีเพียงว่าที่ดินทางแถบด้านใต้ของที่พิพาทเนื้อที่ 25 ไร่ เป็นของจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นมาหรือไม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าโจทก์ครอบครองที่พิพาทโดยได้รับโอนการครอบครองสืบต่อมาจากมารดาโจทก์ดังนั้นโจทก์จึงได้การครอบครองที่พิพาทเพียงเท่าที่สิทธิของมารดาโจทก์มีอยู่เท่านั้น ข้อที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าเมื่อบิดาและปู่ของโจทก์ตายแล้วโจทก์และนางแดงมารดาโจทก์เป็นเจ้าของรวมในที่พิพาทร่วมกันจึงรับฟังไม่ได้ เพราะขัดกับคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์เอง ตามฎีกาของโจทก์มิได้คัดค้านเอกสารหมาย ล.3 ที่นางแดงทำขึ้นคงอ้างแต่เพียงว่าโจทก์มิได้ยินยอม ซึ่งเมื่อฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของร่วม

โจทก์ก็ไม่มีสิทธิและหน้าที่จะต้องให้ความยินยอมแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางแดงมารดาโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยยอมแบ่งที่ดินทางด้านใต้ที่พิพาท เนื้อที่ 25 ไร่ให้จำเลยจริงตามบันทึกข้อตกลงปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3อันถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างมารดาโจทก์กับจำเลย และจำเลยย่อมได้สิทธิในที่ดินส่วนนี้ดังที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ไป หรืออีกนัยหนึ่ง มารดาโจทก์ยอมเสียสิทธิในที่ดินส่วนที่ได้ตกลงทำบันทึกไว้แสดงว่าเป็นของจำเลยนั้น โจทก์ซึ่งรับโอนการครอบครองจากมารดาก็ย่อมไม่มีสิทธิในที่ดินส่วนดังกล่าว ดังนั้นที่ดินนางแดงด้านทิศใต้ของที่พิพาทเป็นเนื้อที่ 25 ไร่นี้ จึงตกเป็นสิทธิของจำเลยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต · มงคล สระฏัน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้