Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2885/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขามีหน้าที่ดูแลงานของธนาคารจำเลยที่ 1สาขาดังกล่าวทุก ๆ ด้าน มีอำนาจหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาพนักงานทุกคนในสาขาต้องคอยควบคุมดูแลให้พนักงานทุกคนทำงานด้วยความเรียบร้อยและถูกต้องมิให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าและบุคคลภายนอก ไม่อาจปัดความรับผิดชอบให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นพนักงานและพนักงานคนอื่น การที่ปล่อยให้จำเลยร่วมนำเช็คพิพาทที่ห้ามเปลี่ยนมือและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออก ซึ่งโจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้แก่บุคคลอื่นเรียกเก็บเงินและนำเข้าบัญชีเงินฝากของตนโดยผิดขั้นตอนไม่เป็นไปตามระเบียบแล้วเป็นผู้รับเงินและเบิกจ่ายเงินไป โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าตนใช้ความระมัดระวังควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยร่วมและพนักงานที่เกี่ยวข้องตามสมควรแล้ว ต้องถือว่าได้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1ผู้เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วย ส่วนการที่จำเลยร่วมและ น. ร่วมกันนำเช็คของโจทก์หลายฉบับ รวมทั้งเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารซึ่งโจทก์ได้ดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลทั้งสองฐานฉ้อโกงและยักยอก แล้วต่อมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อระงับข้อพิพาทในทางอาญา ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยร่วมและ น. หามีผลถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสองซึ่งมีมูลจากการละเมิดและไม่ได้ร่วมตกลงประนีประนอมยอมความด้วยไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2535 ถึงเดือนกันยายน 2535 พนักงานของโจทก์ออกใบสำคัญซื้อตั๋วเครื่องบิน อันเป็นเท็จเพื่อให้โจทก์ชำระค่าตั๋วเครื่องบินหลายครั้ง โจทก์หลงเชื่อได้ชำระค่าตั๋วเครื่องบินดังกล่าวด้วยเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ จำนวน 15 ฉบับ เป็นเช็คขีดคร่อมระบุชื่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินต่าง ๆ เป็นผู้รับเงินและมีคำสั่งว่า เอซี เปยี โอนลี่ ซึ่งหมายความว่า ห้ามเปลี่ยนมือ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดใช้เงิน นางพรพิกุล พิชยพาณิชย์ ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้นำเช็คทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางพรพิกุลเอง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 ได้กระทำการโดยสุจริตและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

มิได้ตรวจสอบเช็คแต่ละฉบับว่าเป็นเช็คขีดคร่อมระบุชื่อผู้รับเงินและมีคำสั่งห้ามเปลี่ยนมือกลับนำเช็คแต่ละฉบับเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนางพรพิกุล ซึ่งมิใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่จ่ายเงินให้แก่นางพรพิกุลไป การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะเมื่อธนาคารตามเช็คจ่ายเงินไปตามเช็คที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บแล้ว ได้คิดดอกเบี้ยแก่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของเช็คแต่ละฉบับ จำเลยที่ 2 ผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างและตัวแทนเรียกเก็บเงินตามเช็คต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์คำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินของเช็คแต่ละฉบับนับตั้งแต่วันที่ธนาคารตามเช็คจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ไปคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 716,807 บาท

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 716,807 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยชัดแจ้งว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ จ่ายเงินตามเช็คทั้ง 15 ฉบับ ตั้งแต่เมื่อใด โจทก์ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้อย่างไรและเมื่อใด มีการค้างชำระต้นเงินตามเช็คทั้ง 15 ฉบับจำนวนเท่าใด ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยทั้งสองเป็นเพียงคนกลางในการเรียกเก็บเงินตามเช็ค และได้กระทำโดยสุจริตตามหน้าที่และธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติของธนาคาร มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ มูลหนี้ตามฟ้องระงับแล้วเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ และมีการชำระหนี้ตามมูลละเมิดทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์รู้ถึงการละเมิดตั้งแต่วันที่ธนาคารตามเช็คได้จ่ายเงินตามเช็คเมื่อประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน 2535

โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2538 เกินกำหนดอายุความ 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ความเสียหายที่โจทก์ฟ้องมิใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง แต่เกิดจากการสั่งจ่ายเช็คเกินกว่าเงินที่อยู่ในบัญชีของโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิด โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12 ต่อปี หากมีสิทธิก็คิดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางพรพิกุลหรือลภนพร พิชยพาณิชย์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าถ้าศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองแพ้คดี จำเลยทั้งสองอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่นางพรพิกุลได้ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า

โจทก์ฟ้องในมูลละเมิดเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ว่ามีการเรียกเก็บเงินตามเช็ค คดีโจทก์จึงขาดอายุความ หนี้ตามเช็คทั้ง 15 ฉบับระงับไปโดยการตกลงประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเป็นคดีนี้อีกโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12 ต่อปี หากมีสิทธิก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และไม่เกิน 5,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 348,868บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยที่ 2เป็นผู้จัดการสาขาหัวหมากของจำเลยที่ 1 ระหว่างเดือนเมษายน 2535 ถึงเดือนกันยายน 2535 นายนรินทร์ พีชยพาณิชย์ พนักงานของโจทก์ได้ทำการทุจริตออกใบสำคัญซื้อตั๋วเครื่องบินอันเป็นเท็จเพื่อให้โจทก์ชำระหนี้ โจทก์หลงเชื่อและออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ รวม 15 ฉบับเพื่อชำระหนี้ค่าตั๋วเครื่องบินดังกล่าวมอบให้แก่นายนรินทร์ โดยเช็คทั้งหมดเป็นเช็คขีดคร่อม ระบุชื่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินเป็นผู้รับเงิน ขีดฆ่าหรือผู้ถือ และมีคำว่าเอซี เปยี โอนลี่ ซึ่งหมายความว่า ห้ามเปลี่ยนมือ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ จำเลยร่วมซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 สาขาหัวหมากได้นำเช็คทั้ง 15 ฉบับ ให้จำเลยที่ 1 สาขาหัวหมากเป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินตามเช็คเพื่อเข้าบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์หมายเลขบัญชีที่ 116-1-02626-7 ของจำเลยที่ 1 สาขาสุขุมวิท 35 ซึ่งเป็นบัญชีของจำเลยร่วมเอง และจำเลยร่วมได้รับเงินตามเช็คทั้ง 15 ฉบับไปแล้ว

ต่อมาโจทก์ได้แจ้งความดำเนินคดีแก่นายนรินทร์ที่ทำการทุจริตรวมทั้งจำเลยร่วม และพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายนรินทร์และจำเลยร่วมเป็นคดีอาญาข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกตามลำดับหลายคดีต่อศาลแขวงดุสิต ต่อมาได้มีการตกลงประนีประนอมยอมความกันตามบันทึกการตกลง รายงานกระบวนพิจารณาของศาลแขวงดุสิต รายงานประจำวันของถอนคำร้องทุกข์ และหนังสือประนีประนอมยอมความ เอกสารหมาย ล.2 และ ล.4 ถึง ล.6 โจทก์จึงมาฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินค่าดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ที่โจทก์ต้องถูกธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เรียกเก็บเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอันเนื่องมาจากการนำเช็คทั้ง 15 ฉบับ เข้าเรียกเก็บเงินในบัญชีกระแสรายวันของโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย และจำเลยที่ 1 นายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีหน้าที่อย่างไร และมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยร่วมอย่างไร จำเลยที่ 2 มีหน้าที่หาลูกค้าเงินฝากและสินเชื่อเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลการรับฝากเช็คเข้าบัญชีของลูกค้าซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานแคชเชียร์และสมุห์บัญชีรับผิดชอบสุดท้ายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการสาขาที่เหตุละเมิดในคดีนี้เกิดขึ้น จึงเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงสุด มีหน้าที่ดูแลงานของธนาคารจำเลยที่ 1 ในสาขานี้ทุก ๆ ด้าน โดยมีอำนาจหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาพนักงานทุกคนในสาขา

ต้องคอยควบคุมดูแลให้พนักงานทุกคนทำงานด้วยความเรียบร้อยและถูกต้องมิให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าและบุคคลภายนอก จำเลยที่ 2 ไม่อาจปัดความรับผิดให้จำเลยร่วมและพนักงานคนอื่นการที่จำเลยที่ 2 ปล่อยให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นพนักงานปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสาขาที่ตนดูแลรับผิดชอบนำเช็คที่โจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้แก่บุคคลอื่นอันเป็นเช็คห้ามเปลี่ยนมือและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออก เรียกเก็บเงินและนำเข้าบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของจำเลยร่วมซึ่งมิใช่ผู้รับเงินตามเช็คที่โจทก์ระบุชื่อไว้โดยผิดขั้นตอนไม่เป็นไปตามระเบียบ แล้วจำเลยร่วมเป็นผู้รับเงินและเบิกจ่ายเงินตามเช็คนั้นไป โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยร่วมและพนักงานที่เกี่ยวข้องตามสมควรแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายเป็นการกระทำละเมิดโจทก์

ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้างย่อมต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 2 ได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้นต่อโจทก์ด้วยเช่นกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า เมื่อจำเลยร่วมและนายนรินทร์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้วจะทำให้มูลหนี้ละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองระงับไปหรือไม่ เห็นว่า มูลละเมิดที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดเกิดจากการกระทำประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากโจทก์ออกเช็คเพื่อชำระหนี้แก่ผู้อื่นโดยเป็นเช็คห้ามเปลี่ยนมือ และขีดฆ่าคำว่าผู้ถือออกแต่เช็คนั้นถูกนำไปเรียกเก็บยังธนาคารจำเลยที่ 1 ในบัญชีจำเลยร่วมซึ่งมิใช่ผู้รับเงินตามเช็คที่โจทก์สั่งจ่าย แล้วจำเลยร่วมเป็นผู้รับเงินและเบิกจ่ายเงินตามเช็คไป

ส่วนการที่จำเลยร่วมและนายนรินทร์ได้ร่วมกันนำเช็คของโจทก์หลายฉบับรวมทั้งเช็คที่เป็นมูลละเมิดในคดีนี้ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารโจทก์จึงได้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยร่วมและนายนรินทร์ฐานฉ้อโกงและยักยอกแล้วต่อมาโจทก์ จำเลยร่วมและนายนรินทร์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อระงับข้อพิพาทในทางอาญาในความผิดดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ เพื่อให้จำเลยร่วมและนายนรินทร์ไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อไปนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตัวของจำเลยร่วมและนายนรินทร์ หาได้มีผลถึงความรับผิดของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากการละเมิดและไม่ได้ร่วมตกลงประนีประนอมยอมความด้วยไม่ เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยแท้ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่พ้นความรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 13,513.11 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินตามเช็คฉบับที่ 2 เลขที่ 7125796จำนวนเงิน 95,380 บาท และเช็คฉบับที่ 3 เลขที่ 7125800 จำนวนเงิน 197,600บาท นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2535 เช็คฉบับที่ 5 เลขที่ 6796524 จำนวนเงิน48,925 บาท เช็คฉบับที่ 6 เลขที่ 6796549 จำนวนเงิน 399,900 บาท เช็คฉบับที่ 7 เลขที่ 6796523 จำนวนเงิน 363,000 บาท และเช็คฉบับที่ 8 เลขที่ 8038534 จำนวนเงิน 73,890 บาท นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2535 กับเช็คฉบับที่ 10 เลขที่ 8038654 จำนวนเงิน 79,120 บาท นับแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล · ชวลิต ศรีสง่า · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้