Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2875/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่นายจ้างซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจให้ลูกจ้างออกจากงานเพราะเหตุขาดคุณสมบัติเนื่องจากไม่มีสัญชาติไทยนั้นถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 อันนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยแต่นายจ้างไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีดังกล่าว เพราะเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติ มิได้เกี่ยวกับระยะเวลาการจ้างจะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582มาใช้บังคับไม่ได้ ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง จึงเป็นหนี้เงินที่กฎหมายกำหนดเวลาชำระไว้แน่นอนแล้ว นายจ้างจึงต้องชำระดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างโดยลูกจ้าง มิพักต้องทวงถาม ส่วนเงินบำเหน็จกฎหมายมิได้บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง และไม่ปรากฏว่าลูกจ้างได้ทวงถามให้นายจ้างชำระแต่เมื่อใดนายจ้างจึงต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันนับแต่วันฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินโบนัส เงินบำเหน็จสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินประเภทต่าง ๆ ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยแต่วันฟ้อง และให้จ่ายค่าชดเชยพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้าง กับให้จ่ายเงินบำเหน็จพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ทั้งนี้จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า "

จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9 และข้อบังคับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2523) ว่าด้วยการบรรจุการแต่งตั้ง ฯลฯ พนักงานและลูกจ้าง ข้อ 5 ได้กำหนดคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ว่า "พนักงานรัฐวิสาหกิจนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้สำหรับรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ แล้วยังต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย(1) มีสัญชาติไทย ฯลฯ" และ "ผู้ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งพนักงานหรือลูกจ้างต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย(1) มีสัญชาติไทย ฯลฯ" โจทก์ทั้งสามมิใช่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยจึงไม่สามารถที่จะได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงานของจำเลยและจำเลยไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการรับโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานได้

จำเลยมีคำสั่งรับโอนโจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยเพราะเป็นการเร่งด่วนไม่มีเวลาตรวจสอบคุณสมบัติเกี่ยวกับสัญชาติ ทั้งโจทก์ทั้งสามมิได้แจ้งเรื่องสัญชาติให้จำเลยทราบ คำสั่งรับโอนของจำเลยจึงเป็นโมฆะโจทก์ทั้งสามกับจำเลยจึงไม่มีความสัมพันธ์กันฉันลูกจ้างกับนายจ้างการที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ออกจากงานเพราะขาดคุณสมบัติเรื่องสัญชาติจึงเป็นการออกจากงานโดยผลของกฎหมาย มิใช่เป็นการเลิกจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานจำเลยจึงมีสิทธิสั่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ออกจากงานได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่จำเลยได้มีคำสั่งรับโอนโจทก์ทั้งสามมาเป็นลูกจ้างของจำเลยนั้นโจทก์ทั้งสามได้ทำงานให้แก่จำเลยโดยจำเลยได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการทำงานของโจทก์ทั้งสาม ทั้งจำเลยยังได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสามตลอดมาจนกระทั่งจำเลยให้ออกจากงาน แม้จะปรากฏในภายหลังว่าโจทก์ทั้งสามมิใช่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยอันเป็นการขาดคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติและบังคับของจำเลยดังกล่าวก็ตาม ก็ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และ 47 ไม่มีข้อความยกเว้นไว้เป็นกรณีพิเศษมิให้ถือว่าการที่พนักงานรัฐวิสาหกิจต้องออกจากงานเพราะเหตุไม่มีสัญชาติไทยอันเป็นการขาดคุณสมบัติตามกฎหมายหรือข้อบังคับมิใช่เป็นการเลิกจ้างเมื่อจำเลยสั่งให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2พ้นจากสภาพความเป็นลูกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวโดยโจทก์ที่ 1 ที่ 2ไม่มีความผิด จึงต้องถือว่าเป็นการเลิกจ้างอันจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าสำหรับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 นั้น

เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 582 ซึ่งมีข้อความว่า "ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กำหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้า ในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่งเพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทำได้ แต่ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน" นั้น เป็นบทบัญญัติเรื่องการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้างส่วนการกำหนดคุณสมบัติของพนักงานรัฐวิสาหกิจว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจต้องมีสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติและข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นบทกฎหมายและข้อบังคับที่กำหนดคุณสมบัติไว้โดยเฉพาะ

มิได้เกี่ยวกับระยะเวลาการจ้าง กรณีเช่นนี้จะนำบทบัญญัติมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับกับการเลิกจ้างเพราะเหตุพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่มีสัญชาติไทยมิได้ดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ขาดคุณสมบัติเพราะไม่มีสัญชาติไทยจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จำต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วนจำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ตามข้อบังคับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2524 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จระบุให้จ่ายเงินบำเหน็จแก่ "ผู้ปฏิบัติงาน" เพราะเหตุเกษียณอายุด้วยแต่โจทก์ที่ 3 มิใช่ลูกจ้างของจำเลยเนื่องจากมิใช่บุคคลผู้มีสัญชาติไทย ทั้งไม่มี "อายุการทำงาน" เข้าหลักเกณฑ์ตามข้อบังคับดังกล่าว โจทก์ที่ 3 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเมื่อวินิจฉัยมาในอุทธรณ์ข้อแรกแล้วว่าโจทก์ที่ 3เป็นลูกจ้างของจำเลยโดยจำเลยรับโอนโจทก์ที่ 3 มาจากโรงกลั่นน้ำมันทหาร(บางจาก) ซึ่งต้องนับ "อายุการทำงาน" ติดต่อกันมาจนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 3 เพราะเหตุเกษียณอายุแล้วเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี โจทก์ที่ 3 จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามข้อบังคับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2524 ข้อ 9.2 และข้อ 10 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นจำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสามเพราะจำเลยมิได้ผิดนัด และโจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลย

พิเคราะห์แล้วดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่าโจทก์ที่ 1 ที่ 2 มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลย และโจทก์ที่ 3มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากจำเลย สำหรับค่าชดเชยนั้น เป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง จึงเป็นหนี้เงินซึ่งกฎหมายกำหนดเวลาชำระไว้แน่นอนแล้วโดยลูกจ้างมิพักต้องทวงถามอีก เมื่อจำเลยมิได้จ่ายจึงต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนเงินบำเหน็จนั้น กฎหมายมิได้บังคับให้นายจ้างต้องจ่ายแก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง และไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 3ได้ทวงถามให้จำเลยชำระแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 3 ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยโดยมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นการผิดพลาดเล็กน้อย

สมควรแก้ไขให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสียง ตรีวิมล · จุนท์ จันทรวงศ์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้