Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของ ป. ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย ขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นเหตุให้รถชนกันเช่นนี้ จำเลยจึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้ ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

คำฟ้องและคำให้การ

โจกท์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 47, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางวินัย มารดาของนายบัวลอย ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 47 วรรคหนึ่ง, 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ป-5687 กำแพงเพชร ไปตามถนนสายกำแพงเพชร - ท่ามะเขือ จากทางบ้านท่ามะเขือมุ่งหน้าไปทางด้านอำเภอเมืองกำแพงเพชร เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 12 ถึง 13 หมู่ที่ 5 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ชนกับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กำแพงเพชร น-4335 ซึ่งนายบัวลอย ผู้ตาย ขับสวนทางมา เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปได้ว่าเหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ตายฝ่ายเดียว

เห็นว่า โจทก์มีนายประสาร และนางยุพา เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า นายประสาร และนางยุพาเป็นสามีภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา นายประสารขับรถจักรยานยนต์มีนางยุพาซ้อนท้ายมุ่งหน้าไปทางจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีรถยนต์กระบะสีแดงขับแซงขึ้นไปทางขวา บางส่วนของรถยนต์กระบะคันดังกล่าวล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไป ขณะเดียวกันในช่องเดินรถสวนมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งแล่นสวนทางมา เมื่อรถยนต์กระบะแซงไปได้ประมาณ 20 เมตร ได้ยินเสียงดังโครมเหมือนรถชนกัน นายประสารจึงชะลอรถชิดขอบทางด้านซ้ายแล้วจอดรถ ขณะนั้นมีรถยนต์กระบะคันหนึ่งแล่นตามหลังรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวมาทิ้งช่วงห่างกันไม่มากนัก

รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้หักหลบเลี้ยวเข้ามาในช่องเดินรถของนายประสารอ้อมรถยนต์กระบะสีแดงแล้วผ่านเลยไป คำเบิกความของนายประสารและนางยุพาดังกล่าว สอดคล้องกับสภาพของรถยนต์กระบะของจำเลยและสภาพศพผู้ตายหลังเกิดเหตุ ซึ่งพันตำรวจตรีไพฑูรย์ พนักงานสอบสวนออกไปตรวจที่เกิดเหตุและถ่ายรูปไว้ทันทีหลังจากได้รบแจ้งเหตุใหม่ๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีคนเลื่อนย้ายรถยนต์กระบะของจำเลย ตามคำเบิกความของจำเลยแต่อย่างใด เพราะรถยนต์กระบะที่แล่นตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมาในระยะใกล้ชิดขับอ้อมไปทางช่องทางเดินรถของนายประสาร เมื่อพิจารณาสภาพความเสียหายของรถยนต์กระบะของจำเลย ปรากฏว่ารถยนต์กระบะของจำเลยได้รับความเสียหายค่อนไปทางด้านหน้าซ้ายของรถยนต์

แสดงให้เห็นว่ารถยนต์กระบะของจำเลยขับล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถสวนจริงตามคำเบิกความของนายประสารและนางยุพา เพราะหากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยเพียงฝ่ายเดียวแล้ว น่าจะชนทางด้านขวาของรถยนต์กระบะของจำเลยเสียมากกว่า เพราะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุด แม้ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุของพันตำรวจตรีไพฑูรย์พนักงานสอบสวน พบคราบน้ำมันอยู่เลยเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนไปทางช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นจุดชนอันหมายถึงผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยด้วยนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุรถชนกันเกิดจากผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยฝ่ายเดียว

เพราะจำเลยก็เป็นฝ่ายขับรถแซงขึ้นไปในช่องเดินรถของผู้ตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์กระบะแซงรถจักรยานยนต์ของนายประสารล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของผู้ตาย ขณะเดียวกันผู้ตายก็ขับรถจักรยานยนต์ล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้าไปในช่องเดินรถของจำเลยประมาณ 50 เซนติเมตร เป้ฯเหตุให้รถชนกันเช่นนี้ จำเลยจึงขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหายและผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้เป็นยุติตามฟ้องโจทก์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางวินัย เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางวินัย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธนฤกษ์ นิติเศรณี · สิริรัตน์ จันทรา · สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้