คำฟ้องและคำให้การ
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดาและมารดาผู้ตายซึ่งรับรองโดยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อศาลก่อนภายใน 7 วัน จึงจะพิจารณาสั่งคำร้องขอ มิฉะนั้นถือว่าไม่รับ ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ผู้ร้องยังมิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) จึงไม่รับคำร้องขอ ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวนิภา ผู้ตาย โดยบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย โดยเป็นบุตรของนายบังเกี้ยก หรือปังเดียด บิดา กับนางหงษ์หรือหงส์ มารดา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4 คน บิดามารดาและพี่น้องบางคนได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่เคยแต่งงานและไม่มีบุตร ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นเงินฝากในธนาคารและมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมและไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย ซึ่งจะเห็นได้ว่าคำร้องขอของผู้ร้องได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องเป็นทายาทที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกต่อศาลโดยมีพฤติการณ์อันจำเป็นและสมควรที่จะแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 จึงเป็นคำร้องขอที่สมบูรณ์และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 171 ประกอบมาตรา 172 วรรคสอง แล้ว
ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้เพื่อไต่สวนต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดาและมารดาผู้ตายซึ่งรับรองโดยพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อศาลก่อนภายใน 7 วัน จึงจะพิจารณาสั่งคำร้องขอ มิฉะนั้นถือว่าไม่รับนั้น แม้กรณีเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขอแล้วใช้ดุลพินิจสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ก็ตาม แต่หนังสือรับรองการตายของบิดาและมารดาผู้ตายดังกล่าวไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายบังคับให้ต้องแนบมาพร้อมคำร้องขอ คงเป็นเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดที่ผู้ร้องสามารถนำสืบได้ในชั้นไต่สวนว่า บิดามารดาของผู้ตายได้ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องในฐานะพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายเป็นทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกผู้ตาย และอาจส่งเอกสารดังกล่าวเป็นพยานต่อศาลในชั้นไต่สวนได้
คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ดังนี้ แม้ต่อมาผู้ร้องจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ดังกล่าว ศาลชั้นต้นก็จะมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องที่ยื่นโดยชอบแล้วหาได้ไม่ และกรณีไม่ใช่เรื่องที่ผู้ร้องเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควรกำหนดไว้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าผู้ร้องทิ้งคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ด้วยก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้ไต่สวนแล้วแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2558 ที่ให้ผู้ร้องเสนอหนังสือรับรองการตายของบิดามารดาผู้ตายต่อศาลภายใน 7 วัน และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอของผู้ร้อง โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องแล้วดำเนินการไต่สวนต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ