คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เอาประกันวินาศภัยและประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไว้กับจำเลย ในระหว่างอายุสัญญาประกันภัยลูกจ้างของโจทก์ขับรถโดยประมาทชนรถยนต์ของผู้อื่นและรถยนต์ของนายประธานเสียหายนายประธานฟ้องให้โจทก์รับผิดใช้ค่าเสียหาย ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทน จำเลยได้นำเงิน 42,000 บาท ไปชำระให้นายประธาน แต่ไม่เต็มจำนวนที่โจทก์ยังต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายค่าฤชาธรรมเนียม และจำนวนดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน 22,457.50 บาท ขอให้จำเลยใช้เงินจำนวน 22,457.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดรวมทั้งต่อสู้ว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 17,807.50 บาท พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายประธาน เสนาดิสัย นั้นเป็นการชำระหนี้ในมูลละเมิดที่นายประธานฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ มิใช่เนื่องจากความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยจึงมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความและคดีของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 แล้ว เห็นว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อนายประธาน ลูกจ้างโจทก์ต่างหากที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อนายประธาน การที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายประธานตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าเสียหายแก่นายประธาน จึงเป็นการที่จำเลยยอมรับปฏิบัติตามความผูกพันที่มีอยู่ในสัญญาประกันวินาศภัยที่โจทก์ได้ทำไว้กับจำเลย
ปรากฏว่าเหตุวินาศภัยรายนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่16 มีนาคม 2521 แต่จำเลยยอมชำระค่าเสียหายให้แก่นายประธานเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2525 เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี นับแต่ที่วินาศภัยเกิดขึ้นจึงเป็นการชำระหนี้ในขณะที่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันวินาศภัยที่เกี่ยวกับวินาศภัยครั้งนี้ขาดอายุความแล้วถือได้ว่าจำเลยละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 ดังนั้น เมื่อโจทก์คดีนี้ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยส่วนที่ยังขาดอยู่จำเลยจึงจะยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความในจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ยังขาดอยู่อีกนั้นหาได้ไม่
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.