Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยซื้อที่พิพาทจากสามีโจทก์และเข้าอยู่ตลอดมา แม้การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตกเป็นโมฆะ แต่ที่พิพาทเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ย่อมโอนการครอบครองให้แก่กันได้โดยสละการครอบครองและส่งมอบทรัพย์สิทธิที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1377,1378 จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ จำเลยได้เช่าที่ดินแปลงดังกล่าวจากสามีโจทก์เพื่อปลูกอ้อย ต่อมาเมื่อปี 2525 สามีโจทก์ถูกคนร้ายลอบยิงถึงแก่ความตายโจทก์จึงรับโอนมรดกที่ดินแปลงดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ โจทก์มีความจำเป็นจะใช้ที่ดินจึงบอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และให้จำเลยชำระเงินปีละ 2,400 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อที่ดินแปลงพิพาทมาจากนายธีระ สาระสามีโจทก์เมื่อประมาณปลายปี 2520 ต่อจากนั้นจำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยสงบเปิดเผย โดยเจตนาเป็นเจ้าของจนถึงปัจจุบัน

ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่พิพาทถ้าให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินปีละ 100 บาท ต่อไร่ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาทตามหนังสือ น.ส.3 เล่มที่ 1(18) หน้า 101 สารบบเล่มที่ 76 หน้า 1 หมู่ที่ 2 ตำบลจรเข้เผือกอำเภอเมืองกาญจบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ของโจทก์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 2,400 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินของโจทก์จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังเป็นยุติว่าที่พิพาทเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์เอกสารหมาย

จ.2 เนื้อที่ 12 ไร่ เดิมเป็นของนายสมพงษ์ มงคลศรีต่อมานายสมพงษ์ถูกนายธีระ สาระ สามีโจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้และยึดที่พิพาทออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนายธีระเป็นผู้ซื้อได้จากการขายทอดตลาดในราคา 12,000 บาทจึงได้โอนที่พิพาทเป็นของนายธีระเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2520 ตามหนังสือของศาลจังหวัดกาญจนบุรี เอกสารหมาย ล.1 ต่อมานายธีระถึงแก่ความตายโดยถูกคนร้ายลอบยิงเมื่อปี 2522 โจทก์ในฐานะทายาทและผู้จัดการของผู้ตายได้โอนที่พิพาทมาเป็นของโจทก์ในฐานะผู้รับมรดกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2525 จำเลยเข้าอยู่หรือครอบครองที่พิพาทมาตั้งแต่ปี 2520 จนกระทั่งปัจจุบัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่พิพาทโดยซื้อหรือเช่าจากผู้ตาย..."

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฝ่ายโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยอยู่โดยการเช่าก็มีแต่เพียงคำเบิกความของโจทก์เท่านั้นว่า จำเลยได้มาเช่าแต่ไม่มีหลักฐานบ่งบอกถึงการเช่ามาแสดง และที่อ้างว่าได้รับเงินค่าเช่าจากจำเลยนั้น โจทก์เบิกความว่า จำเลยนำค่าเช่ามาชำระให้กับพยาน บางปีชำระให้ 1,000 บาทเศษบางครั้ง 3 ปีจึงชำระให้ จะชำระให้เมื่อใดจำไม่ได้แล้ว ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนฝ่ายจำเลย การที่จำเลยได้ขายบ้านให้แก่นางองุ่นนั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของจึงมีอำนาจขายได้ นอกจากนี้จำเลยยังมีนายสมพงษ์ มงคลศรีเจ้าของที่ดินเดิมมาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยได้ซื้อที่พิพาทจากสามีโจทก์และซื้ออ้อยจากพยาน7,000 บาท

พยานจึงยอมออกไปและมีนายแถม ละเลิศเจ้าของที่ดินติดกับที่พิพาททางทิศเหนือเบิกความว่าจำเลยได้ซื้อที่พิพาทจากสามีโจทก์และครอบครองมากว่า 10 ปีแล้ว กับมีพันตำรวจโทวัฒนะอยู่เรืองนามเบิกความว่าเป็นเพื่อนกับสามีโจทก์และจำเลยได้รู้เห็นในการที่จำเลยซื้อที่พิพาทจากสามีโจทก์ ดังนี้ พยานจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยได้ซื้อที่พิพาทจากสามีโจทก์แล้ว แม้การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ แต่ที่พิพาทเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ย่อมโอนการครอบครองให้แก่กันได้โดยสละการครอบครอง และส่งมอบทรัพย์สินที่ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1377, 1378 จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเมธ อุปนิสากร · ชลิต ประไพศาล · ประดิษฐ์ เอกมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้