Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2856/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนโจทก์ที่ 1 ปลูกสร้างอาคาร ที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารดังกล่าวด้านทิศเหนือและทิศใต้ติดกับทางสาธารณะซึ่งด้านทิศเหนือมีขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร ทิศใต้กว้างประมาณ 2.20 เมตร ถึง3 เมตร และตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อ 72 วรรคสองได้กำหนดไว้ว่า ตึกแถว ห้องแถวอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรมและอาคารสาธารณะที่ปลูกสร้างริมทางสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 10.00 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากศูนย์กลางทางสาธารณะอย่างน้อย 6.00 เมตร แต่โจทก์ที่ 1ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นแนวตะเข็บกว้างประมาณ 0.80 เมตร ไปตลอดแนวเขตกั้นไว้ระหว่างที่ดินแปลงที่จะปลูกสร้างอาคารกับทางสาธารณะก่อนยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างประมาณ 20 วัน เห็นได้ชัดว่าโจทก์ที่ 1 ทำเพื่อหลีกเลี่ยงข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะอ้างว่าแนวตะเข็บดังกล่าว ทางจำเลยที่ 1 ขยายทางสาธารณะก็ตาม โจทก์ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้เขตพระนครจะเคยอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้นแล้วในการพิจารณาคำขออนุญาตปลูกสร้างต่อเติมอาคารเป็น 11 ชั้น จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิพิจารณาถึงการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 1 ไม่อนุญาตให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารพิพาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้น โจทก์ที่ 2ได้กรรมสิทธิ์อาคารดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม2528 โจทก์ทั้งสองประสงค์จะต่อเติมอาคารเป็น 11 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1ชั้น จึงยื่นขออนุญาตต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตโดยอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การพิจารณาของจำเลยที่ 1ได้กระทำโดยมิได้ตรวจสอบแบบแปลน ทั้งจำเลยที่ 1 ใช้เวลาพิจารณาคำขอเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โจทก์ที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ต้องเสียค่าปรับให้ผู้จองอาคาร ขอให้ยกคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 216-10/2530 ของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1ออกหนังสืออนุญาตต่อเติมอาคารพิพาทจาก 4 ชั้น เป็น 11 ชั้นชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ให้แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน300,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองให้การว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยื่นขออนุญาตต่อเติมอาคารแล้วโจทก์ที่ 1 เพิกเฉยไม่นำเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ไปรังวัดตรวจสอบแนวที่ดินและจำเลยที่ 1 ติดต่อกับโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นเหตุให้การพิจารณาคำขอล่าช้าอาคารพิพาทเดิมโจทก์ก่อสร้างผิดแบบแปลนและแผนผังที่ได้รับอนุญาตหลายประการ ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ และพบว่าโจทก์สร้างอาคารติดกับที่สาธารณะทั้งสี่ด้าน แต่ก่อนที่โจทก์ขออนุญาตต่อเติมอาคารประมาณ14 วัน โจทก์ที่ 1 ได้แบ่งโฉนดที่ดินเป็นแนวตะเข็บเล็ก ๆ กั้นไว้ระหว่างที่ดินแปลงที่ขออนุญาตกับทางสาธารณะ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งอาคารที่โจทก์ที่ 1 ขออนุญาตปลูกสร้างเพิ่มเติมก็สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

คำสั่งไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคารและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 216-60/2530 เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยที่ชอบแล้วโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของและได้รับอนุญาตจากเขตพระนครให้ก่อสร้างอาคาร4 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น เลขที่ 561-563 ถนนจักรเพชรแขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2528 ระหว่างการก่อสร้าง โจทก์ได้ขออนุญาตต่อเติมอาคารดังกล่าวเป็นอาคาร 11 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น แต่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตโดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากมีการแบ่งแยกเป็นแนวตะเข็บกั้นไว้ระหว่างที่ดินแปลงที่ขออนุญาตกับทางสาธารณะ เป็นเหตุให้ที่ดินบางส่วนไม่ติดกับทางสาธารณะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์ที่ 1 ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 2ซึ่งมีนายเอนก

สิทธิประศาสน์ เป็นประธาน แต่จำเลยที่ 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่าการที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองก่อสร้างต่อเติมอาคารพิพาท และการที่จำเลยที่ 2 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 ได้ทำการแบ่งแยกที่ดินทางด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นแนวติดต่อกับทางสาธารณะก่อนที่จะขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้น ในที่ดินดังกล่าว ต่อมาโจทก์ที่ 1ได้ยื่นคำขอปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้นต่อเขตพระนคร โดยการขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้นอยู่ในอำนาจของเขตพระนคร และเขตพระนครได้อนุญาตให้โจทก์ปลูกสร้างได้แล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองประสงค์จะต่อเติมอาคารดังกล่าวเป็น 11 ชั้นจึงได้ขออนุญาตต่อจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาอนุญาตในชั้นนี้จำเลยที่ 1 ควรจะพิจารณาเฉพาะว่ารากฐานและโครงสร้างอาคารดังกล่าวของโจทก์แข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักในการต่อเติมเป็น 11 ชั้นได้หรือไม่เท่านั้นไม่มีสิทธิพิจารณาเรื่องอาคารเดิมของโจทก์ว่ามิได้ถอยร่นอาคารห่างจากแนวเขตที่ติดกับทางสาธารณะ 5 เมตรอีก

เพราะอาคารเดิมของโจทก์ได้รับอนุญาตถูกต้องอยู่แล้วนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนโจทก์ที่ 1 ปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้นที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารดังกล่าวด้านทิศเหนือและทิศใต้ติดกับทางสาธารณะซึ่งด้านทิศเหนือมีขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร ทิศใต้กว้างประมาณ 2.20 เมตร ถึง 3 เมตรและตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคารพ.ศ. 2522 ข้อ 72 วรรค 2 ได้กำหนดไว้ว่าตึกแถว ห้องแถวอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะที่ปลูกสร้างริมทางสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 10.00 เมตร ให้ร่นแนวอาคารห่างจากศูนย์กลางทางสาธารณะอย่างน้อย 6.00 เมตร แต่โจทก์ที่ 1 ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นแนวตะเข็บกว้างประมาณ 0.80 เมตรไปตลอดแนวเขตกั้นไว้ระหว่างที่ดินแปลงที่จะปลูกสร้างอาคารกับทางสาธารณะก่อนยื่นคำขออนุญาตปลูกสร้างประมาณ 20 วัน

ทั้งนี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่าการที่โจทก์ที่ 1 ทำการแบ่งแยกที่ดินเป็นตะเข็บไว้ดังกล่าวก็เพื่อหลีกเลี่ยงข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวแล้ว มิฉะนั้นโจทก์ที่ 1 จะต้องถอยร่นแนวอาคารทั้งสองด้านห่างจากทางสาธารณะประมาณ 4.5 เมตร ถึง 5 เมตร การกระทำของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวเพื่อให้แนวอาคารห่างจากศูนย์กลางทางสาธารณะน้อยกว่าข้อกำหนดของกฎหมาย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การที่โจทก์อ้างว่าที่โจทก์ทั้งสองทำแนวตะเข็บไว้ก่อนสร้างอาคารก็เพื่อขยายทางสาธารณะ และต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้ขยายทางแล้วนั้น ย่อมถือได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้อุทิศที่ดินนั้นให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้วโจทก์ก็ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพมหานคร โดยต้องร่นแนวอาคารให้ห่างจากทางสาธารณะรวมทั้งที่ดินส่วนที่โจทก์ที่ 1 อุทิศเป็นทางสาธารณะนั้นด้วย

เมื่อโจทก์ที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามจึงถือว่าโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนข้อบัญญัติของกฎหมาย แม้เขตพระนครจะเคยอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ปลูกสร้างอาคาร 4 ชั้นแล้วก็ตาม ในการพิจารณาคำขออนุญาตปลูกสร้างต่อเติมอาคารเป็น 11 ชั้น จำเลยที่ 1 ก็มีสิทธิพิจารณาถึงการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวได้ นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองยังปลูกสร้างอาคารโดยฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ อีกหลายประการ ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาแล้วดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองปลูกสร้างอาคารพิพาทและจำเลยที่ 2 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 จึงชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3236/2567

คดีนี้ผู้ร้องอ้างในคำร้องขอว่า เมื่อผู้ร้องถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ผู้ร้องกับ จ. จึงเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของ จ. ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจและเกรงว่า จ. จะถูกบังคับคดีด้วย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5579/2567

เมื่อพิจารณาจากคำฟ้องในคดีนี้ประกอบกับคดีที่โจทก์ฟ้อง ล. เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเห็นได้ว่าโจทก์ทราบมานานแล้วว่า ล. มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่นหลายคนรวมทั้งจำเลยในคดีนี้ สอดคล้องกับที่โจทก์เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3638/2566

ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม บัญญัติว่า "ที่และวิธีทำทางผ่านนั้นต้องเลือกให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน กับทั้งให้คำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายน้อยแต่ที่สุดที่จะเป็นไปได้..." ดังนั้น ในกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2651/2566

โจทก์นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของฝ่ายจำเลยในการติดต่อซื้อขายระหว่างประเทศครั้งนี้ไว้แล้ว โดยเฉพาะการกระทำตามอำเภอใจของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่การเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการเจรจากับโจทก์มาตลอด การไม่ยอม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้