Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2853/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับแล้ว มีผลเพียงทำให้คดีอาญาดังกล่าวเลิกกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 เท่านั้น การเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่คดีในส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถือเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทมาชี้ขาดตัดสินคดีนี้เป็นการไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 583,488.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 542,780 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้ครอบครองรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1985 ระนอง เหตุเกิดจากความประมาทของนายวรวิทย์ ชัยณรงค์ ผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นฝ่ายผิดเนื่องจากพนักงานสอบสวนจะยึดรถกระบะของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายของโจทก์เป็นค่าซ่อมไม่เกิน 30,000 บาท และใช้เวลาซ่อมไม่เกิน 10 วัน ค่าเสียหายขาดประโยชน์จากการใช้รถมีไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาประกันภัยไม่เกิน 250,000 บาท

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน (ที่ถูก ให้จำเลยที่ 1) ชำระเงิน 325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1985 ระนอง ตามสำเนารายการจดทะเบียน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถกระบะ หมายเลขทะเบียน 2ฎ-9068 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุอยู่ในอายุสัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัย ตามวันเวลาเกิดเหตุ รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันที่ถนนเพชรเกษมบริเวณศาลพ่อตาหินช้าง หมู่ที่ 3 ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้มาตรวจสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกรายละเอียดไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่า

เหตุเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 จึงแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่า ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับ 400 บาท ในคดีอาญาข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย ในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายนั้นเป็นการวินิจฉัยที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยอมให้พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับและชำระค่าปรับแล้ว มีผลเพียงทำให้คดีอาญาดังกล่าวเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 เท่านั้น

การเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวนดังกล่าวไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่คดีในส่วนแพ่งจะต้องถือข้อเท็จจริงตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถือเอาข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทมาชี้ขาดตัดสินคดีนี้เป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดีนี้คู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานในประเด็นนี้ไว้ครบถ้วนแล้ว หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหานี้ใหม่ก็จะทำให้คดีต้องล่าช้าโดยใช่เหตุ เพื่อความสะดวกรวดเร็วและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นไปเสียทีเดียว

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเท่ากับ 250,000 บาท กับดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวก่อนฟ้องเท่านั้น ที่จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาสำหรับทุนทรัพย์ 325,000 บาท จึงเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระ และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

ทั้งที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เพียง 250,000 บาท เป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าขึ้นศาลสูงเกินส่วนไป เมื่อคำนึงถึงเหตุอันสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของจำเลยที่ 2 แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 เท่านั้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่ชำระไว้เกินแก่จำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานัส เหลืองประเสริฐ · สมศักดิ์ เนตรมัย · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้