Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 285/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้จัดการโครงการติดตั้งไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 รับเป็นผู้จัดทำให้กับ โอ.ไอ.ซี.ซี ซึ่งเป็นหน่วยราชการของกองทัพเรือสหรัฐ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการรับจ้างทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อ โอ.ไอ.ซี.ซี มีข้อความด้วยว่า 'และถ้าหากว่าตัวการ (จำเลยที่ 1) จะต้องจ่ายเงินให้กับบุคคลใดๆ อันเป็นบุคคลที่สามโดยทันทีเพื่อค่าอุปกรณ์ค่าแรงงาน หรือค่าวัสดุเพื่อการดำเนินการในสัญญาตามสัญญานั้น และโดยไม่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ค้ำประกันทราบ หนังสือฉบับนี้ยังคงให้มีผลบังคับและให้มีอำนาจบังคับได้ และจะสิ้นผลบังคับเมื่อตัวการ (จำเลยที่ 1) ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยถูกต้องทุกประการแล้ว' ข้อกำหนดนี้เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างให้โจทก์ไม่ครบตามสัญญาโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์ตามข้อกำหนดในสัญญานี้ได้ แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะค้ำประกันไม่มีระบุให้ความรับผิดของผู้ค้ำประกันคลุมเลยไปถึงบุคคลที่สามก็ตามแต่เมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญามีข้อความผูกพันตนต่อโอ.ไอ.ซี.ซี เพื่อชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่สาม ในเมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้กับบุคคลนั้นสัญญาดังกล่าวนี้ก็เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใดจึงมีผลบังคับได้ หาตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันตามสำเนาท้ายฟ้องโจทก์ ศาลก็ย่อมรับฟังสัญญาค้ำประกันนั้นได้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องส่งต้นฉบับต่อศาลอีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้จัดการโครงการชื่อว่าสัญญา เอ็น-63008-68-ซี-0291 การติดตั้งไฟฟ้า 2 เพส เอฟ วาย 67 อาร์ทีเอ็น เอ็มเอพี เอฟเอซี ที่สัตหีบ ประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2511 จนงานเสร็จเรียบร้อยตามโครงการ วันที่ 19 ตุลาคม 2511 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับโจทก์จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2511 เป็นเงิน 21,054 บาท และโจทก์จะได้รับค่าจ้างพิเศษอีก 60,000 บาท จำเลยที่ 1 จ่ายให้แล้ว 6,000 บาท คงเหลือ 54,000 บาท รวมเงินที่ค้างทั้งสิ้น 75,054 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันสัญญา เอ็น - 63008 - 68 - ซี - 0291 ต่อรัฐบาลสหรัฐ ตามหนังสือค้ำประกันนั้นคลุมถึงจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างของลูกจ้าง

บริษัทจำเลยที่ 1 ด้วย ตามสำเนาหมาย 3 ท้ายฟ้อง โจทก์เป็นบุคคลที่สามอันมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับประโยชน์ตามสัญญาดังกล่าว และได้แสดงเจตนาขอรับชำระจากจำเลยที่ 2 แล้วโจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นให้โจทก์ จำเลยทั้งสองเพิกเฉยจึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าจ้างจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 83,497 บาท และให้ใช้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 75,054 บาทนับแต่วันฟ้องถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์ด้วยจำเลยที่ 1 ให้การว่า ตามสัญญาโจทก์จะได้รับค่าจ้างเดือนละ 8,000 บาทเท่านั้น เงินเดือนที่โจทก์ยังไม่ได้รับ 20,900 บาท จำเลยบอกกล่าวให้โจทก์ไปรับโจทก์เพิกเฉย

โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1ให้กับ โอ.ไอ.ซี.ซี. มิได้ค้ำประกันหนี้ต่อโจทก์ สัญญาค้ำประกันท้ายฟ้องไม่ใช่สัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก หากจำเลยที่ 1 จะได้ว่าจ้างจริง ก็ได้ชำระค่าจ้างเรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไม่ชำระก็เป็นความผิดของโจทก์ที่ทำงานบกพร่องเสียหาย โจทก์ชอบที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 75,054 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 21,058 บาท นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2511 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจากต้นเงิน 54,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้แก่โจทก์ ก็ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาต่อมาความว่า จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1ต่อรัฐบาลสหรัฐ หรือเรียกว่า โอ.ไอ.ซี.ซี ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างกับ โอ.ไอ.ซี.ซี และจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบงานที่รับจ้างทำเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 2 กับโจทก์มิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ข้อกำหนดในสัญญาค้ำประกันที่ระบุให้ความรับผิดของผู้ค้ำประกันคลุมไปถึงบุคคลที่สามเป็นโมฆะ

ทั้งในสัญญาค้ำประกันก็ไม่ได้ระบุว่าบุคคลที่สามคือโจทก์หรือเป็นผู้ใด จึงให้จำเลยที่ 2 รับผิดไม่ได้ ต้นฉบับสัญญาค้ำประกันโจทก์ไม่ได้อ้างส่งศาลจึงรับฟังไม่ได้ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างโจทก์ให้เป็นผู้จัดการโครงการสัญญา เอ็น-63008-68-ซี-0291 ซึ่งบริษัทจำเลยที่ 1 รับเป็นผู้จัดทำให้กับ โอ.ไอ.ซี.ซี หน่วยราชการของกองทัพเรือสหรัฐโจทก์และบริษัทจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาจ้างต่อกันปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 บริษัทจำเลยที่ 1ชำระค่าจ้างให้โจทก์ไม่ครบตามสัญญา โจทก์จึงมาฟ้องเรียกค่าจ้างเป็นคดีนี้ และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ร่วมรับผิดด้วย

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ในปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้นเห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะได้ทำสัญญาค้ำประกันตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ต่อรัฐบาลสหรัฐหรือ โอ.ไอ.ซี.ซี ในการที่จำเลยที่ 1 รับจ้างทำงานกับ โอ.ไอ.ซี.ซี โดยมิได้มีสัญญากับโจทก์โดยตรงก็ตาม แต่ข้อความในสัญญาค้ำประกันฉบับนั้นตามคำแปลที่ว่า"และถ้าหากว่าตัวการ (จำเลยที่ 1) จะต้องจ่ายเงินให้กับบุคคลใด ๆอันเป็นบุคคลที่สามโดยทันทีเพื่อค่าอุปกรณ์ค่าแรงงานหรือค่าวัสดุเพื่อการดำเนินการในสัญญาตามสัญญานั้น และโดยไม่ต้องมีหนังสือบอกกล่าวการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ค้ำประกันทราบ หนังสือฉบับนี้ยังคงให้มีผลบังคับและให้มีอำนาจบังคับได้ และจะสิ้นผลบังคับเมื่อตัวการ (จำเลยที่ 1)

ได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยถูกต้องทุกประการแล้ว" เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้โจทก์ตามข้อกำหนดในสัญญานั้นได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ข้อกำหนดในสัญญาค้ำประกันที่ระบุให้ความรับผิดของผู้ค้ำประกันคลุมไปถึงบุคคลที่สามเป็นโมฆะ โดยอ้างเหตุว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะค้ำประกันไม่มีระบุให้ความรับผิดของผู้ค้ำประกันคลุมเลยไปถึงบุคคลที่สามนั้นเห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องจำเลยที่ 2 ทำสัญญามีข้อความดังกล่าวแล้วเป็นการผูกพันตนต่อรัฐบาลสหรัฐหรือ โอ.ไอ.ซี.ซี เพื่อชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่สาม ในเมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ให้กับบุคคลนั้น เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงมีผลบังคับได้หาตกเป็นโมฆะไม่

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้อ้างต้นฉบับสัญญาค้ำประกันเป็นพยานจึงรับฟังไม่ได้ และโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้นั้น ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 มิได้ปฏิเสธว่ามิได้ทำสัญญาฉบับดังกล่าวนั้น โจทก์จึงไม่จำเป็นต้องส่งต้นฉบับต่อศาล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · สนิท บริรักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้