Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ46กำหนดบทนิยามคำว่าการเลิกจ้างไว้เพื่อให้ใช้แก่เรื่องค่าชดเชยตามประกาศนี้เท่านั้นมิได้มุ่งหมายให้นำไปใช้แก่เรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นเจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มีเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ลูกจ้างมีเงินในระหว่างหางานใหม่เนื่องจากต้องออกจากงานโดยไม่รู้ตัวส่วนจะมีความผิดทางอาญาตามประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่103ลงวันที่16มีนาคม2515หรือไม่นั้นต้องพิเคราะห์ถึงเจตนาของจำเลยว่าได้กระทำไปโดยมีเจตนาไล่ผู้เสียหายออกจากงานและมีเจตนาไม่จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายในฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ข้อ 8 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46(1)(2)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ46กำหนดบทนิยามคำว่าการเลิกจ้างไว้เพื่อให้ใช้แก่เรื่องค่าชดเชยตามประกาศนี้เท่านั้นมิได้มุ่งหมายให้นำไปใช้แก่เรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นเจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มีเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ลูกจ้างมีเงินในระหว่างหางานใหม่เนื่องจากต้องออกจากงานโดยไม่รู้ตัวส่วนจะมีความผิดทางอาญาตามประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่103ลงวันที่16มีนาคม2515หรือไม่นั้นต้องพิเคราะห์ถึงเจตนาของจำเลยว่าได้กระทำไปโดยมีเจตนาไล่ผู้เสียหายออกจากงานและมีเจตนาไม่จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายในฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ข้อ 8 ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง

การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515 ข้อ 46(1)(2)ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ข้อ 8 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน 2515ข้อ 46(1)(2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ20,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุกมีกำหนด 6 เดือน และปรับ20,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและลักษณะแห่งความผิดประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการและมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 นางสาววราภรณ์ องอาจวาสนาที่ 1 และนางสาวสมนิตย์ ชัยมงคลทรัพย์ ที่ 2 ผู้เสียหายเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2535 และวันที่ 16พฤศจิกายน 2534 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 4 ธันวาคม 2535 ผู้เสียหายทั้งสองได้ออกจากงาน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยทั้งสองได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฎิบัติ ตามข้อกำหนดแห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ในข้อ 46(1) และ (2) หรือไม่

เห็นว่าประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46ดังกล่าวกำหนดบทนิยามคำว่าการเลิกจ้างไว้เพื่อให้ใช้แก่เรื่องค่าชดเชยตามประกาศนี้เท่านั้น มิได้มุ่งหมายให้นำไปใช้แก่เรื่องอื่นหรือกฎหมายอื่นด้วย เจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มีเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ลูกจ้างมีเงินในระหว่างหางานใหม่เนื่องจากต้องออกจากงานโดยไม่รู้ตัว ส่วนจะมีความผิดตามประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น ก็ต้องพิเคราะห์ถึงจำเลยทั้งสองว่า ได้กระทำไปโดยมีเจตนาไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกและมีเจตนาไม่จ่ายค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายทั้งสองในฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของนางโรโดล่า

จิโรนิโม แก้วดี พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 ที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ก่อนจำเลยที่ 2 จะเรียกผู้เสียหายทั้งสองไปพบจำเลยที่ 2 ได้ปรึกษากับพยานว่า จะไม่ใช้วิธีไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกจากงานแต่จะให้โอกาสโดยจะทำโทษไม่ให้ขึ้นเงินเดือนในปีใหม่และตัดโบนัส ถ้าหากยังมาทำงานสายก็จะตัดเงินวันละ 200 บาทซึ่งพยานก็เห็นด้วยกับจำเลยที่ 2 และในวันเกิดเหตุช่วงระหว่างร่วมรับประทานอาหารเที่ยงกับผู้เสียหายทั้งสองก็ปรากฏว่าผู้เสียหายทั้งสองได้พูดด้วยว่าจำเลยที่ 2 จะใช้วิธีตัดโบนัสไม่ขึ้นเงินเดือนถ้าหากมาทำงานสายจะตัดวันละ 200 บาท แสดงว่าจำเลยที่ 2กำลังเลือกใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงให้ผู้เสียหายทั้งสองทำงานให้มีประสิทธิภาพ

ยังมิได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองออก ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 2 เรียกผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปพบแล้วให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ไปสอบถามบิดาของผู้เสียหายที่ 1ก่อนว่าจะพูดว่าอย่างไรบ้าง ถ้าหากจำเลยที่ 2 ตั้งใจที่จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกแล้วก็ไม่จำต้องให้ผู้เสียหายที่ 1 โทรศัพท์ไปสอบถามบิดาของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 สั่งให้ออกทันทีย่อมทำได้ การที่เรียกมาพบเพื่อหาวิธีทำโทษหรือปรามให้ทำงานโดยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นก็เป็นวิธีการบริหารงานของจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อผู้เสียหายทั้งสองในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชานอกจากนี้ยังได้ความจาก นางสาววรินทร์ ประโลมพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ว่า

บ่ายวันเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งสองกลับเข้ามาที่บริษัทจำเลยที่ 1 อีกครั้งจำเลยที่ 2เรียกผู้เสียหายทั้งสองเข้าไปพบที่ห้องทำงานอีกครั้งนานประมาณ1 ชั่วโมง พยานทราบจากผู้เสียหายทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 เรียกไปพบเพื่อให้กลับเข้าทำงาน แต่ผู้เสียหายทั้งสองปฎิเสธจากนั้นก็ไม่มาทำงาน แสดงว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีความตั้งใจที่จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองเพียงแต่มีพฤติการณ์กล่าวโทษในกรณีที่ผู้เสียหายทั้งสองไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกจากงานแล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่ให้นางสาววรินทร์โทรศัพท์ไปตามผู้เสียหายทั้งสองกลับมาทำงานทั้งยังได้มีหนังสือถึงผู้เสียหายทั้งสองให้กลับเข้ามาทำงานตามปกติตามเอกสารหมาย

ล.6 เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับคำเบิกความของนางสาวศิริพร กาญจนสูตร เจ้าหน้าที่กองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกระทรวงมหาดไทยที่เบิกความว่า เงินต่าง ๆที่ทางสำนักงานแรงงานกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก แจ้งเตือนไปยังจำเลยที่ 1 ปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ได้จ่ายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองครบถ้วนแล้วยกเว้นแต่เพียงเงินค่าชดเชยเท่านั้นที่ผู้เสียหายทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้พูดโทรศัพท์กับบิดาของผู้เสียหายที่ 1 ถึงกรณีที่ไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกแล้วนั้นก็ไม่ปรากฏว่าบิดาของผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความยืนยันเช่นนั้น ดังนี้รูปคดียังเป็นที่สงสัยอยู่ว่า จำเลยที่ 2 จะได้ไล่ผู้เสียหายทั้งสองออกจากงานแล้วจริงหรือไม่ และที่จำเลยที่ 1 ยังมิได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้ผู้เสียหายทั้งสองนั้นก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า

จำเลยที่ 2เข้าใจโดยสุจริตว่ายังไม่ได้เลิกจ้างผู้เสียหายทั้งสอง และค่าชดเชยดังกล่าวก็ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายหรือไม่ น่าจะว่ากล่าวกันในคดีที่ศาลแรงงานกลาง จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6876/2568

แม้จำเลยไม่อาจยกเอาความสำคัญผิดในตัวบุคคลตาม ป.อ. มาตรา 61 มาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตาม แต่การจะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าบุพการีอันทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น จำเลยจะต้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2566

การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังพิพาท โดยจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารและไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบอง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1128/2563

การที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้อาวุธปืนยิงกราดไปที่บริเวณบ้านทั้งจุดที่ผู้เสียหายทั้งสามยืนและนั่งอยู่ในครั้งแรกจนถึงจุดที่หลบซ่อนอยู่ภายในตัวบ้าน จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 746/2563

การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก 3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ การขอแก้ไขเพิ่มเติม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้