Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2543 (เลขอ้างอิง 28030)

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชี้ให้โจทก์ร่วมดูบ้านและที่ดิน จำเลยที่ 2 มีอาชีพเป็นนายหน้าชักชวนโจทก์ร่วมมาดูที่ดินและรับซื้อฝาก เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วย ในลักษณะเป็นตัวการร่วมกันแต่แบ่งงานกันทำ เมื่อที่ดินที่โจทก์ร่วมรับซื้อฝากตามสัญญาขายฝากที่ดินเป็นคนละแปลงกับที่จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ ทั้งไม่มีทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่ จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โจทก์ร่วมรับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม นิติกรรมย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 คู่กรณีต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันคืนเงินที่รับซื้อฝากไว้ให้แก่โจทก์ร่วมก็ต่อเมื่อโจทก์ร่วมต้องคืนที่ดินที่รับซื้อฝากไว้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้เสนอที่จะคืนที่ดินดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ชำระเงินค่าที่ดินที่ซื้อฝากไปเท่าใด ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วมได้ ชอบที่โจทก์ร่วมจะต้องไปว่ากล่าวในทางแพ่งต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกนายสุรทินกาญจนรัตน์ ว่าจำเลยที่ 1 นางสำราญ แซ่เจ็ง ว่าจำเลยที่ 2 และนางเรียม บุญศรีว่าจำเลยที่ 3โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนใจความว่า จำเลยทั้งสามโดยทุจริตได้ร่วมกันหลอกลวงนายเสริม ศิริสัมพันธ์ ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าที่ดินจำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 51 ตารางวา พร้อมทาวน์เฮาส์ 1 หลัง ตั้งอยู่ที่ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นของจำเลยที่ 1 จะนำมาขายฝากแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นความเท็จโดยการหลอกลวงของจำเลยทั้งสาม ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงเข้าทำสัญญาขายฝากที่ดินกับจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามได้เงินที่ขายฝากจำนวน 400,000 บาทไป

ความจริงแล้วที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์เป็นของผู้อื่นไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันกล่าวเท็จหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อเป็นอุบายหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งมอบเงินจำนวน 400,000 บาทให้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณานายเสริม ศิริสัมพันธ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุกคนละ 4 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้รับซื้อฝากที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ไว้จากจำเลยที่ 1 โดยทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินกันตามเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันหลอกลวงให้โจทก์ร่วมรับซื้อฝากที่ดินแปลงดังกล่าวไว้อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมขาดอายุความดังจำเลยทั้งสามฎีกาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกแฉล้ม พนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2539 โดยโจทก์ร่วมอ้างว่าทราบเรื่องที่ถูกหลอกลวงให้รับซื้อฝากที่ดินเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2539 ซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า

เมื่อโจทก์ร่วมเห็นมีหมายศาลปิดประกาศขายทอดตลาดบ้านและที่ดินโจทก์ร่วมได้ไปตรวจสอบโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง จึงพบว่าที่ดินที่รับซื้อฝากไว้เป็นคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชี้ให้ดูจำเลยทั้งสามมิได้มีพยานมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าโจทก์ร่วมทราบว่าโจทก์ร่วมถูกหลอกลวง ให้รับซื้อฝากที่ดินไว้เกิน 3 เดือน แล้วจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด ได้แต่ยกเหตุผลคาดคะเนเอาเองในฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบว่า โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด คดีของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 ฎีกาของจำเลยทั้งสามในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่นั้น

โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานคือตัวโจทก์ร่วมเองที่เบิกความยืนยันว่าก่อนที่จะรับซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้ 1 วัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายหน้าเป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ร่วมไปดูที่ดินที่สำนักงานโครงการของจำเลยที่ 3 โจทก์ร่วมจึงไปดูโดยมีนางสาวพรทิพย์ไปด้วยและเมื่อไปถึงโจทก์ร่วมเบิกความต่อไปว่า พบจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และภริยาของจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้ชวนโจทก์ร่วมไปดูที่ดินซึ่งอยู่ห่างสำนักงานของจำเลยที่ 3 ประมาณ 100 เมตร โดยจำเลยทั้งสามและนางสาวพรทิพย์ไปด้วยในข้อที่นางสาวพรทิพย์ได้ไปดูด้วยนี้ นอกจากนางสาวพรทิพย์จะเบิกความยืนยันแล้วจำเลยที่ 2 ก็นำสืบรับว่านางสาวพรทิพย์ได้ไปดูที่ดินด้วย เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมและนางสาวพรทิพย์ได้ไปดูที่ดินด้วยกัน

โจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ชี้ให้ดูบ้านและที่ดินแปลงที่จะขายฝาก ซึ่งโจทก์ร่วมก็ได้เข้าไปดูพบว่าบ้านที่จะรับซื้อฝากเป็นทาวน์เฮาส์ชั้นเดียว มีต้นไม้ปลูกอยู่ในที่ดินจำเลยที่ 2 เป็นคนพูดว่าจะขายฝาก 400,000 บาท แม้นางสาวพรทิพย์พยานอีกปากหนึ่งของโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งไปดูที่ดินด้วยจะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า พบจำเลยที่ 1 เป็นครั้งแรกในวันจดทะเบียนซื้อฝาก ทั้ง ๆ ที่ตอนเบิกความตอบคำถามของโจทก์นางสาวพรทิพย์ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ได้ไปดูที่ดินด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่อาจถือว่าขัดแย้งหรือแตกต่างกับคำให้การพยานของโจทก์ร่วมอันจะทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมเสียไปแต่อย่างใด เพราะเท่ากับว่าลำพังคำเบิกความของนางสาวพรทิพย์ทำให้น่าสงสัยว่านางสาวพรทิพย์เองได้พบจำเลยที่ 1 ในขณะไปดูที่ดินกับโจทก์ร่วมหรือไม่เท่านั้น

มิได้ยืนยันลงไปว่าไม่ได้พบทั้งโจทก์ร่วมมีอาชีพทางรับซื้อฝากเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องตรวจดูทรัพย์สินที่จะรับซื้อฝากด้วยความระมัดระวังตามสมควร ในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 ก็ระบุว่า ขายฝากพร้อมทาวน์เฮาส์ชั้นเดียวหนึ่งคูหา ขนาด 4 x 10 เมตร ไม่มีเลขที่ ชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ก็รับสารภาพ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ชี้ให้โจทก์ร่วมดูบ้านและที่ดินคนละแปลงกับที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝากที่ดินจริง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีอาชีพเป็นนายหน้าชักชวนโจทก์ร่วมมารับซื้อฝากโดยพฤติการณ์เช่นนี้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วย ลักษณะเป็นตัวการร่วมกันแต่แบ่งงานกันทำเมื่อความจริงปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ร่วมรับซื้อฝากไว้เป็นคนละแปลงกับที่จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ

ทั้งไม่มีทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่ จำเลยทั้งสามก็ต้องมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามไม่อาจรับฟังหักล้างได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามชอบแล้วฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน400,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมรับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมเช่นนี้ นิติกรรมการขายฝากย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 คู่กรณีต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันคืนเงินที่รับซื้อฝากไว้ให้แก่โจทก์ร่วม ก็ต่อเมื่อโจทก์ร่วมต้องคืนที่ดินที่รับซื้อฝากไว้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้เสนอที่จะคืนที่ดินดังกล่าว

ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก็ไม่ได้ความชัดเจนว่า โจทก์ร่วมได้ชำระเงินค่าที่ดินที่ซื้อฝากไปเท่าใด จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วมได้ ชอบที่โจทก์ร่วมจะต้องไปว่ากล่าวในทางแพ่งต่อไป คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ดลจรัส รัตนโศภิต · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้