Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 280/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรและยกฟ้องฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์แต่จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานรับของโจรกับฐานลักทรัพย์ไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาเท่านั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างที่ 1 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึง 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีคนร้ายเข้าไปในบ้าน 3 หลัง อันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีชื่อซึ่งเป็นของบริษัทหมู่บ้านเจ้าพระยา เลค แอนด์ พาร์ค จำกัด ผู้เสียหาย โดยร่วมกันใช้ของแข็งงัดประตูหน้าต่างบ้านทั้งสามหลังจนแตกเสียหายอันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายท้ายฟ้องซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนฉะเชิงเทรา ข-9317 (ที่ถูก ช-9317) ได้จากที่เกิดเหตุซึ่งเป็นยานพาหนะที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นของกลาง และวันที่ 13 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน

ได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายบางส่วนเป็นของกลาง และยึดรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองกับพวกใช้กระทำความผิดดังกล่าว ได้จากบ้านของจำเลยที่ 1 เป็นของกลาง วันที่ 14 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานจับพวกของจำเลยทั้งสองได้อีก 1 คน ทั้งนี้จำเลยทั้งสองกับพวกรวม 5 คน ร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันรับของโจรทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 267,582 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ให้จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูกมาตรา 78) กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7) วรรคสองประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ให้จำคุก 4 ปี และให้ยกฟ้องข้อหารับของโจร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน มีคนร้ายงัดประตูและหน้าต่างสำนักงานบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น และ ทาวน์ฮ์ชั้นเดียวของบริษัทหมู่บ้านเจ้าพระยา เลค แอนด์ พาร์ค จำกัด ผู้เสียหายไป 7 รายการ 8 รายการ 10 รายการ และ 6 รายการ เป็นเงิน 44,928 บาท 64,730 บาท 137,284 บาท และ 57,630 บาท ตามลำดับ ในวันเกิดเหตุได้มีผู้มาแจ้งแก่นางปนัดดาที่บ้านพักว่ามีคนเข้าไปอยู่ในบ้านตัวอย่างของผู้เสียหาย นางปนัดดากับนายณรงค์จึงเดินทางไปยังบ้านดังกล่าวในเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา โดยไปซุ่มดูคนร้ายอยู่บริเวณประตูทางเข้าโครงการ สักครู่มีชาย 2 คน นั่งรถจักรยานยนต์มาด้วยกันเข้าไปที่บ้านเดี่ยวชั้นเดียว

ชายทั้งสองได้จุดเทียนอยู่ภายในบ้าน ต่อมานางปนัดดากับนายณรงค์ได้เดินเข้าไปหา ชายทั้งสองคนได้วิ่งหลบหนีไปทิ้งรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนฉะเชิงเทรา ช-9317 ไว้ นางปนัดดาได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายให้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพนมสารคาม วันที่ 13 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายค้นบ้านของนายอนุสรณ์ เลขที่ 199 หมู่ที่ 8 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาดาบตำรวจสุเชาว์กับพวกได้ไปตรวจค้นบ้านดังกล่าวพบนายอนุสรณ์หรือเมฆและนายวินัยค้นพบชักโครก พรมปูพื้น และแบบบ้านตัวอย่าง 2 หลัง ซึ่งเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป นอกจากนี้ในบันทึกการตรวจค้นระบุว่านายอนุสรณ์และนายวินัยให้การรับสารภาพ และชั้นสอบสวนนายอนุสรณ์ให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ส่วนนายวินัยให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์โดยระบุว่าได้ร่วมกับนายอนุสรณ์ นายบุญธรรมหรือเล็ก ใช้เหล็กงัดประตูบ้านของผู้เสียหายทุกหลังแล้วเข้าไปลักทรัพย์สินไปตามเอกสารหมาย จ.16 จ.17 ป.จ.7 และ ป.จ.8 (ศาลจังหวัดระยอง) วันเดียวกันเจ้าพนักงานตำรวจได้ขอหมายค้นบ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านของนางน้อยมารดานางจำเริญภริยาจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ด้วย เจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันไปที่บ้านดังกล่าวพบนางน้อย นางจำเริญและจำเลยที่ 1 ผลการตรวจค้นที่บ้านหลังเล็กพบเตียงไม้ 2 หลัง หลังหนึ่งกางไว้ใช้นอนได้ ส่วนอีกหลังหนึ่งถอดพิงไว้ในบ้าน และที่บ้านหลังใหญ่ในห้องนอนที่ 1 พบพรม 3 ผืน

เตียงกางไว้ 1 หลัง และเตียงถอดทิ้งไว้อยู่ข้างฝา 1 หลัง ห้องนอนที่ 2 พบพรม 3 ผืนปูไว้ ห้องนอนที่ 3 พบพรมอีก 3 ผืน ส่วนที่ห้องของจำเลยที่ 1 พบพรมผืนใหญ่และชั้นวางของวางอยู่ พบโคมไฟซุกซ่อนอยู่ข้างตู้ชั้นล่างของบ้าน พบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานคร และอาวุธปืน 2 กระบอก ตามเอกสารหมาย จ.18 และ จ.19 และในวันเดียวกันนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้จับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับพวกลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.21 ชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์โดยระบุว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 นายอนุสรณ์ นายวินัย นายบุญธรรม และนายยาวไม่ทราบนามสกุลใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานครเป็นยานพาหนะในการไปขนทรัพย์สินของผู้เสียหายที่บ้านตัวอย่างและสำนักงานของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย

ป.จ.5 (ศาลจังหวัดระยอง) และวันที่ 14 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับนายบุญธรรมได้ ชั้นสอบสวนนายบุญธรรมให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์โดยระบุว่าร่วมกับนายอนุสรณ์ นายวินัย ไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย ป.จ.8 (ศาลจังหวัดระยอง) มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหารับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก โจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ความผิดข้อหาลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (7), 336 ทวิ จึงถึงที่สุดแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงใหม่แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานลักทรัพย์จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212, 225 นั้น

เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลจึงมีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 กับพวกฐานใดฐานหนึ่งในสองฐานความผิดนี้ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานรับของโจรและยกฟ้องฐานลักทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งระหว่างฐานรับของโจรกับฐานลักทรัพย์ไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีสิทธิที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 เพิ่มเติมไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาเท่านั้น

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำคำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์ที่ให้การว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 8ท-7821 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ไปบรรทุกสิ่งของที่ลักมาเจือสมกับคำเบิกความของนางปนัดดาว่ากลุ่มคนร้ายมีรถยนต์กระบะไปเตรียมใช้ขนทรัพย์สินของผู้เสียหาย คำเบิกความของนางปนัดดาดังกล่าวเป็นคำบอกเล่าที่นางปนัดดาได้รับฟังมาจากบุคคลอื่นมิได้นำบุคคลดังกล่าวมาเบิกความยืนยันต่อศาล คำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์เป็นเพียงคำซัดทอดของผู้กระทำผิดด้วยกัน

นับเป็นพยานบอกเล่าไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ แม้พบใบรายการโฆษณาขายบ้านของผู้เสียหายจำนวนมากที่บ้านของจำเลยที่ 1 ด้วย ก็ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปลักทรัพย์ในครั้งนี้เนื่องจากอาจจะติดมากับทรัพย์ที่นายอนุสรณ์กับนายวินัยคนร้ายที่แท้จริงไปลักมาก็เป็นไปได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 บัญญัติว่าพยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้... ดังนั้น พยานบอกเล่าก็สามารถนำมารับฟังเป็นพยานประกอบแวดล้อมอื่นเพื่อเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามคำฟ้องได้ มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามแต่อย่างใด นอกจากโจทก์จะมีคำเบิกความของนางปนัดดา

คำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์ดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีพันตำรวจตรีสำเริงผู้ร่วมจับกุมนายบุญธรรมเบิกความเป็นพยานว่า ในชั้นจับกุมนายบุญธรรมให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย นอกจากนี้บันทึกการจับกุมเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดชลบุรี) ระบุว่านายบุญธรรมให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 นายอนุสรณ์ นายวินัย จำเลยที่ 2 และนายยาวไม่ทราบนามสกุลลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ไปทำการลักทรัพย์ นายอนุสรณ์ นายวินัย และนายบุญธรรมได้ชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยตามเอกสารหมาย ป.จ.10 และ ป.จ.11 (ศาลจังหวัดระยอง) และเมื่อพิจารณาภาพถ่ายทรัพย์สินของผู้เสียหายที่ตรวจยึดได้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าอยู่ในสภาพที่นำมาใช้ประโยชน์แล้ว

กล่าวคือ ในบ้านหลังเล็กซึ่งมีเตียง 2 หลัง หลังหนึ่งได้กางไว้ใช้นอนได้ ส่วนที่บ้านหลังใหญ่ ที่ห้องโถงมีพรมปูอยู่ 3 ผืน เตียงกางไว้ 1 หลัง และเตียงอีก 1 หลัง ถอดทิ้งไว้อยู่ฝาบ้าน ที่ห้องนอนที่ 2 พบพรม 3 ผืน ปูไว้พร้อมกับมีของทับพรมไว้ ห้องนอนที่ 3 พบพรมอีก 3 ผืน ปูไว้โดยมีเตียงทับอยู่ และที่ห้องนอนของจำเลยที่ 1 มีพรมผืนใหญ่สีเขียวปูอยู่และพบชั้นวางของวางไว้ ซึ่งได้ความจากนายณรงค์ว่าพรมที่พบในบ้านดังกล่าวถูกตัดออกเป็นผืนเล็กลงหลายผืนซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางปนัดดาว่าพรมที่พบที่บ้านจำเลยที่ 1 อยู่ในสภาพที่ถูกตัดออกไปแล้วปูให้พอดีกับห้อง ซึ่งนายณรงค์เบิกความว่า ทรัพย์ที่ยึดได้จากบ้านจำเลยที่ 1 อยู่ในสภาพดี

สอดคล้องกับภาพถ่ายหมาย จ.9 เมื่อพิจารณาจากคำเบิกความของนายณรงค์ว่าทรัพย์ที่ยึดได้จากบ้านของจำเลยที่ 1 นั้นต้องใช้รถยนต์บรรทุกหกล้อขนกลับหากเป็นรถยนต์กระบะสี่ล้อจะต้องใช้ขนของดังกล่าว 3 ถึง 5 เที่ยว จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของนางปนัดดา คำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์และคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของนายบุญธรรมที่ว่าจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 บรรทุกทรัพย์ที่ลักจากบ้านผู้เสียหายมา มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถนำทรัพย์ดังกล่าวมาได้ เมื่อพิจาณาพยานจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 2 พานายอนุสรณ์และนายวินัยมาเช่ารถยนต์ขนทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงเป็นคนขับรถยนต์ไปรับจ้างบรรทุก แต่เมื่อขนสิ่งของขึ้นรถยนต์เสร็จแล้วนายอนุสรณ์บอกฝากสิ่งของดังกล่าวที่บ้านของจำเลยที่ 2 เนื่องจากยังหาที่เก็บของไม่ได้ แต่เนื่องจากจะมีญาติจำเลยที่ 1 มาพัก

จำเลยที่ 1 จึงได้ขนย้ายเตียง พรม และโต๊ะขึ้นมาไว้บนบ้านของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยที่ 1 มิได้มีจำเลยที่ 2 มาเบิกความยืนยัน ส่วนที่นายอนุสรณ์มาเบิกความเป็นพยานก็ขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ในบางส่วน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 อ้างว่าทรัพย์สิ่งของดังกล่าวมีสภาพเก่า แต่นายอนุสรณ์เบิกความตอนโจทก์ถามค้านว่าทรัพย์สินทุกอย่างที่นายอนุสรณ์ลักไปนั้นมีสภาพดีเพราะนำออกมาจากบ้านที่ยังไม่มีคนเข้าพักอยู่อาศัย นอกจากนี้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าญาติจะมาเยี่ยมจึงนำพรมไปปูที่บ้านนั้นก็ขัดกับคำเบิกความของนางจำเริญภริยาจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้บอกนางจำเริญกับจำเลยที่ 1 ว่า นายอนุสรณ์หรือเมฆบอกให้เผาพรมทิ้งนางจำเริญกับจำเลยที่ 1 จึงขอพรมดังกล่าวไว้และนำมาปูไว้บนบ้านพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 จึงขัดแย้งกันเองและขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

พยานบอกเล่าและพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณีของโจทก์รับฟังได้สอดคล้องต้องกันและมั่นคงว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกงัดประตูหน้าต่างบ้านของผู้เสียหายแล้วใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย วัฒนโยธิน · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1488/2567

ผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลและต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเท่านั้น ซึ่งในการ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้