Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงได้ตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการในการกู้ยืมเงินธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนตามหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ. 2 ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 ลงชื่อเป็นพยานในเอกสารหมาย จ. 2 แต่ไม่ปรากฏว่าได้ประทับตราห้างจำเลยที่ 4 การลงชื่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำส่วนตัว ย่อมไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ต้องรับผิดร่วมชำระหนี้ด้วยนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง คู่ความโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนในการกู้เงินหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญากู้หรือสัญญาซื้อขายที่ดิน แม้การตั้งจำเลยที่ 4 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะมิได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ก็มีผลบังคับ โจทก์ที่ 1 เป็นตัวการเข้าทำสัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลย โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จัดกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนโดยไม่ถูกต้อง และให้จำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางแปลงอันทำให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น หาได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งปัญหาอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๗ โจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน ลงทุนเท่า ๆ กันในการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๗๐๙ และโฉนดเลขที่ ๗๐๔๔ เพื่อจัดสรรขายพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีโจทก์ที่ ๒ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ ในการถือกรรมสิทธิ์เพื่อสะดวกในการรังวัดแบ่งแยกออกเป็นแปลงย่อย และจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ เป็นตัวแทนจำเลยที่ ๑ ในการถือกรรมสิทธิ์เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป ส่วนจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของหุ้นส่วนในการกู้เงินจากธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน ต่อมาไม่สามารถดำเนินกิจการร่วมกันได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสี่ ล่วงละเมิดข้อบังคับในสัญญาหุ้นส่วน โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ สั่งจ่ายเช็คโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ

นำเงินไปใช้ในกิจการส่วนตัว ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท ขายที่ดินบางส่วน โดยโจทก์ทั้งสองไม่รู้เห็นและยินยอม ทำการซ่อนเร้นบัญชีรับจ่ายของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โดยไม่ให้โจทก์ทั้งสองตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีเจตนาเบียดบังทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนไปเป็นของตน และให้จำเลยที่ ๓ มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๔๓๘ ของหุ้นส่วน ทำให้โจทก์ไม่สามารถร่วมกิจการตามสัญญาหุ้นส่วนต่อไป อันเป็นการเหลือวิสัยที่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนของโจทก์จำเลยจะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ ขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ให้โจทก์ที่ ๑ หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ชำระเงิน ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท

คืนห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๓ โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๐๔๓๘ คืนให้แก่ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนในการชำระบัญชีให้โจทก์และจำเลยชำระหนี้ฝ่ายละกึ่งแก่บุคคลภายนอก แบ่งทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยคนละส่วนเท่ากัน ถ้าไม่สามารถแบ่งกันได้ให้ขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้แก่บุคคลภายนอก ส่วนที่เหลือให้แบ่งระหว่างโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ คนละส่วนเท่ากัน จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน

โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ไม่เคยเข้าลงทุนเป็นห้างหุ้นส่วนในการซื้อที่ดิน เพราะโจทก์ที่ ๑ ไม่เคยออกเงินในการซื้อที่ดิน จำเลยที่ ๔ เป็นฝ่ายออกเงินซื้อ เหตุที่มีชื่อโจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ เนื่องจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยดังกล่าวเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๔ ที่ดินจึงเป็นของจำเลยที่ ๔ ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองระบุในฟ้องเป็นของจำเลยที่ ๔ มิใช่ของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน รถแทรกเตอร์แบ็กโฮ และเครื่องตบดิน เป็นของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ไม่เคยเป็นหนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกัน ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ชำระเงิน ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ห้างหุ้นส่วน ตั้งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี โดยโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ร่วมกันเสียค่าใช้จ่าย คำขออื่นและคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๓ ให้ยกเสีย จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ เป็นประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ต้องชำระเงินจำนวน ๑,๓๔๔,๒๑๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ ประเด็นนี้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ โต้แย้งคัดค้านที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นตัวการในการกู้ยืมเงินธนาคารมาดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนตามหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้างเอกสารหมาย จ. ๒ ที่มีข้อความว่า โจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ เข้าหุ้นกัน มีโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ลงชื่อเป็นคู่สัญญา มีจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๔ ลงชื่อเป็นพยาน

ความข้อนี้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ อ้างว่า แม้จำเลยที่ ๒ ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาร่วมลงทุนถือหุ้นดำเนินกิจการจัดสรรที่ดินขายพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เอกสารหมาย จ. ๒ แต่ไม่ปรากฏว่าได้ประทับตราห้างจำเลยที่ ๔ อันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำแทนจำเลยที่ ๔ แต่อย่างใด การลงชื่อจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการกระทำส่วนตัว ย่อมไม่ผูกพันจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้ต้องรับผิดร่วมชำระหนี้ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบที่จะวินิจฉัยให้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฎีกาว่า การซื้อขายที่ดินและการกู้ยืมเงินซึ่งโจทก์ที่ ๑ อ้างว่าจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ กับจำเลยที่ ๑ ไม่ปรากฏว่าได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือในการเป็นตัวแทนอันฝ่าฝืนต่อ

ป.พ.พ. มาตรา ๗๙๘ นั้น เห็นว่า ในระหว่างธุรกิจการซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นหุ้นส่วนดำเนินการอยู่นั้น จำเลยที่ ๔ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๔ เป็นผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารมาใช้ในการดำเนินงานของผู้เป็นหุ้นส่วนตามวัตถุประสงค์โดยปราศจากข้อคัดค้านแต่ประการใด จึงเป็นเรื่องที่คู่ความโต้เถียงกันว่าจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนในการกู้เงินหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญากู้หรือสัญญาซื้อขายที่ดิน เช่นนี้ แม้การตั้งจำเลยที่ ๔ เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ จะมิได้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือก็มีผลบังคับ

อนึ่ง คดีนี้ได้ความตามคำฟ้องและทางพิจารณาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นตัวการเข้าทำสัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลย โจทก์ที่ ๒ เป็นเพียงตัวแทนของโจทก์ที่ ๑ ในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น หาได้เข้าเป็นคู่สัญญาหุ้นส่วนกับฝ่ายจำเลยด้วยไม่ การที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ จัดกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนโดยไม่ถูกต้อง และให้จำเลยที่ ๓ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบางแปลงอันทำให้ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวเหลือวิสัยที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปได้ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ ๑ เท่านั้น หาได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ ๒ ด้วยไม่ โจทก์ที่ ๒ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ซึ่งปัญหาอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัตร์ สุขเกษม · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิบูลย์ มีอาสา
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายยงยศ คุปตะวาทิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายสายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้