Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2773/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคสาม กำหนดให้การพิจารณาพยานหลักฐานของผู้ร้องจะต้องได้ความว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับ และตามวรรคสี่ กำหนดให้การพิจารณาของศาลตามวรรคสาม ให้ศาลแจ้งกรมที่ดินทราบและให้กรมที่ดินตรวจสอบกับระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่ พร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลว่า ผู้ร้องได้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ดังนั้น การพิจารณาเนื้อที่ที่ดินจึงต้องพิจารณาเนื้อที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับเป็นสาระสำคัญ มิใช่พิจารณาจากเนื้อที่ที่ครอบครองทำประโยชน์ในขณะขอออกโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ ส่วนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นในภายหลังย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับ ทั้งหากยินยอมให้มีการครอบครองเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมย่อมเป็นการสนับสนุนและรับรองสิทธิให้มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่ จ. แจ้งการครอบครองจนกระทั่งมีการโอนต่อเนื่องกันมาถึงผู้ร้องย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ ป.ที่ดินใช้บังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคท้าย ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนคำร้องตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาดอยสะเก็ด ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา โดยชอบด้วยกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 โดยชอบด้วยกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เนื้อที่ 7 ไร่ เดิมมีนายใจ๋เป็นผู้แจ้งการครอบครองไว้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2498 ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากนายมนตรี และนายมานิตย์ และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 ผู้ร้องยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาดอยสะเก็ด วันที่ 27 กันยายน 2556 เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินตามที่ผู้ร้องนำชี้ได้เนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา และสอบสวนสิทธิแล้วเห็นสมควรออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ร้องเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11)

พ.ศ.2551 มาตรา 8 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เนื้อที่เพียงใด เห็นว่า ที่ดินที่ผู้ร้องอ้างสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) มีนายใจ๋เป็นผู้แจ้งการครอบครองโดยระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ประมาณ 7 ไร่ มีรูปที่ดินระบุด้านทิศเหนือและทิศใต้ยาวด้านละประมาณ 3 เส้น 10 วา หรือประมาณ 70 วา ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาวด้านละประมาณ 2 เส้น หรือประมาณ 40 วา คำนวณเป็นเนื้อที่ประมาณ 2,800 ตารางวา หรือประมาณ 7 ไร่ การคำนวณเนื้อที่จากความยาวในแต่ละด้านของรูปที่ดินที่สอดคล้องกันดังกล่าว มิได้เกิดจากการวัดระยะและคำนวณเนื้อที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อน และเมื่อคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินจัดทำความเห็นโดยผ่านขั้นตอนการพิจารณาระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่

การสำรวจ การอ่าน แปล ตีความ และรายงานผลตามหลักวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีวิชาชีพในแต่ละสาขานั้นโดยตรง ทั้งผ่านกระบวนการตรวจสอบผลโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญโดยตลอดแล้ว เชื่อว่า มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 24 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ซึ่งมีเนื้อที่มากไปกว่าที่นายใจ๋แจ้งการครอบครองทำประโยชน์ที่ดินไว้ และถือว่านายใจ๋แจ้งการครอบครองที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงและถือได้ว่านายใจ๋มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เฉพาะส่วนที่มีการทำประโยชน์จริงในขณะนั้นเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ส่วนที่ผู้ร้องมีนายสว่าง

เบิกความว่า ที่ดินพิพาทมีการทำประโยชน์ต่อ ๆ กันมาเต็มพื้นที่จนกระทั่งมาถึงผู้ร้อง และนายมนตรี นางพัชรี นางศรีชัย และนางบุญปัน มาเบิกความสนับสนุน ก็รับฟังได้เพียงว่าผู้ร้องครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องกันมาโดยตลอด แต่ก็มิใช่พยานที่จะเบิกความยืนยันได้ว่านายใจ๋ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินเนื้อที่เพียงใด เมื่อฟังได้ว่านายใจ๋ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินในขณะนั้นเนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ต่อมามีการโอนการครอบครองที่ดินเรื่อยมานับตั้งแต่ปี 2498 จนกระทั่งผู้ร้องรับโอนการครอบครองเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 เป็นเวลากว่า 58 ปี เนื้อที่เพิ่มเป็น 26 ไร่ 2 งาน 97.6 ตารางวา หรือเพิ่มขึ้นถึง 16 ไร่ 3 งาน 83.6 ตารางวา

เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นนี้จึงมิใช่ที่ดินที่นายใจ๋ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 โดยในมาตรา 3 ให้ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2497 เป็นต้นไป ทั้งยังได้ความตามทางไต่สวนว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าขุนแม่กวง และป่าไม้ถาวรทั้งแปลง ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 712 (พ.ศ.2517) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2509 ซึ่งตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคสาม กำหนดให้การพิจารณาพยานหลักฐานของผู้ร้องจะต้องได้ความว่าผู้ร้องเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และตามวรรคสี่

กำหนดให้การพิจารณาของศาลตามวรรคสาม ให้ศาลแจ้งกรมที่ดินทราบและให้กรมที่ดินตรวจสอบกับระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่ พร้อมทั้งทำความเห็นเสนอต่อศาลว่า ผู้ร้องได้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ดังนั้น การพิจารณาเนื้อที่ที่ดินจึงต้องพิจารณาเนื้อที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเป็นสาระสำคัญ มิใช่พิจารณาจากเนื้อที่ที่ครอบครองทำประโยชน์ในขณะขอออกโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิ ส่วนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นในภายหลังย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ

ทั้งหากยินยอมให้มีการครอบครองเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิมย่อมเป็นการสนับสนุนและรับรองสิทธิให้มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่นายใจ๋แจ้งการครอบครองจนกระทั่งมีการโอนต่อเนื่องกันมาถึงผู้ร้องย่อมมิใช่ที่ดินที่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 8 วรรคท้าย ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว และมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1)

เลขที่ 24 เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา เท่านั้น ที่ผู้ร้องอ้างคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดมานั้น เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ามีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแล้วจริงหรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ที่ต้องพิจารณาว่ามีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเนื้อที่เพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์ · กิจชัย จิตธารารักษ์ · สิริกานต์ มีจุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางสาวพิมพ์ศศิ จันทร์สว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายกัมปนาท วงษ์นรา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.39/2564
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้