Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2770/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกร่วมกันฉุดคร่ากระทำอนาจาร ว.กับก.ผู้เสียหายแล้วจำเลยที่2กับพวกอีก3คนฉุด ก. ผู้เสียหายและผลัดกันข่มขืนกระทำชำเรา แม้ตามทางพิจารณาจะปรากฏว่าพวกของจำเลยที่ 2 ที่ร่วมฉุด ก.ไปผลัดกันข่มขืนกระทำชำเรานั้นคือ จำเลยที่ 1 นายสำลีกับชายอีกคนหนึ่ง ก็เป็นเพียงรายละเอียดไม่ต่างกับฟ้องในสารสำคัญ และเมื่อจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้คดี ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 มิได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงไม่ต้องยกขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยด้วยจำเลยใช้มีดขู่บังคับผู้เสียหายและฉุดเข้าไปในป่าอ้อยลึก 2 เส้น แล้วข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อถือว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 อันเป็นบทเฉพาะแล้วก็ไม่จำต้องยกเอามาตรา 278 มาปรับบทด้วยอีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 6 คนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันมีมีดฉุดคร่ากระทำอนาจารนางสาวหนูเวียง นางสาวกุลผู้เสียหายซึ่งมีอายุกว่า 13 ปี โดยจำเลยกับพวกใช้มีดขู่จะทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นการใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม แล้วจำเลยที่ 1 กับพวกอีก 3 คนฉุด นางสาวหนูเวียงและผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่คนละครั้ง ซึ่งนางสาวหนูเวียงมิใช่ภริยาของจำเลยกับพวก และอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ส่วนจำเลยที่ 2 กับพวกอีก 3 คนฉุดนางสาวกุลและผลัดกันข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่คนละครั้ง ซึ่งนางสาวกุลมิใช่ภริยาจำเลยกับพวกและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ การกระทำของจำเลยกับพวกทั้งหมดดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 281, 284, 83จำเลยต่างให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 278, 281, 284, 83 ลงโทษตามมาตรา 276, 281, 83 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุกคนละ 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปีจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่พอฟังลงโทษ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ ยืนโจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 แตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในฟ้อง ชอบที่จะยกฟ้องศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำผิดจริงดังฟ้องแล้ววินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกอีก 3 คนข่มขืนกระทำชำเรานางสาวกุล ข้อเท็จจริงจึงต่างกับฟ้องในสารสำคัญ ศาลต้องยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญของคดีก็คือว่า

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 กับพวกอีก 3 คนข่มขืนกระทำชำเรานางสาวกุล อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง สารสำคัญของฟ้องมีดังกล่าวส่วนข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางพิจารณาที่ว่าพวกของจำเลยที่ 2บางคนรู้ตัวแน่ชัดว่าเป็นจำเลยที่ 1 นายสำลี กับชายอีกคนหนึ่งนั้น ก็เป็นเพียงรายละเอียด หาใช่ข้อสารสำคัญไม่ จำเลยที่ 2ก็นำสืบต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ เห็นได้ว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้คดีเลยศาลจึงลงโทษจำเลยได้แต่ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และปรับบทลงโทษตามมาตรา 281 มาด้วยนั้นยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะการที่จำเลยฉุดคร่ากระทำอนาจารแก่ผู้เสียหาย แล้วต่อมาได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และมาตรา 281 มิได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ จึงไม่จำต้องยกขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง ปรากฏว่าความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 278 นั้น เป็นความผิดตามมาตรา 284อันเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องยกมาตรา 278 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยอีกเช่นกันพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 284, 83 ลงโทษตามมาตรา 276, 83 ซึ่งเป็นกระทงที่หนักที่สุดตามมาตรา 91 ส่วนการกำหนดโทษและลดโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัญ อิศระ · อุทัย ศุภนิตย์ · ศวิต สมหวัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้