คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 5, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91, 138 ริบไม้ของกลางทั้งหมดพร้อมแกลลอน7 ใบ และเชือกไนล่อนกับริบเครื่องวิทยุคมนาคมเพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมายจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48, 73 วรรคหนึ่ง, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวาพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 5, 6, 22, 23ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 138 วรรคสองเรียงกระทงลงโทษ ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติแล้ว ไม่สมควรรอการลงโทษให้จำเลย ริบของกลางทั้งหมดพร้อมแกลลอน 7 ใบ และเชือกไนล่อนสำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมริบไว้เพื่อใช้ในราชการกรมไปรษณีย์และจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมายจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่จ่ายสินบนนำจับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นสั่งรับมาว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่าจำเลยมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมในวันเวลาเดียวกัน
เห็นว่าการที่จำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคม และใช้เครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวในวันเวลาเดียวกันย่อมถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาอันเดียวกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานใช้เครื่องวิทยุโทรคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่งแม้จะเป็นคดีที่จำเลยฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายก็ตามแต่ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างลงโทษจำเลยหนักเกินไปก็ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ศาลฎีกาพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติแล้ว เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นหนักเกินไปเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียว ให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23จำคุก 4 เดือน ลงโทษฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน และลงโทษฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 4 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1