Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2758/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยให้การและฟ้องแย้งเคลือบคลุมโดยมิได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธ ไม่มีเหตุผลประกอบข้ออ้างของโจทก์ว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมอย่างไร การที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมหรือไม่ จึงชอบแล้วในวันที่จำเลยยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลยังมิได้สั่งในวันนั้นต่อมาภายหลังทนายจำเลยยื่นคำร้องขอลงชื่อในบัญชีพยานศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตและสั่งรับบัญชีพยานจำเลยในวันเดียวกันด้วย ถือได้ว่าเมื่อศาลมีคำสั่งรับบัญชีพยานของจำเลยทนายจำเลยได้ลงชื่อในบัญชีพยานโดยถูกต้องแล้วโจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้รับเงิน 500,000 บาทจากจำเลยเป็นการตอบแทนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์จะออกจากที่ดินของจำเลยภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และได้ทำบันทึกเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์จะออกจากห้องเช่าภายใน 7 วัน นับแต่ผู้เช่าอื่นรายสุดท้ายซึ่งจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีได้ขนย้ายออกไปจากที่ดินเมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยย่อมมีสิทธิบังคับคดีกับโจทก์ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยมิได้และเมื่อโจทก์ผิดสัญญาโจทก์ก็ต้องคืนเงิน 500,000 บาทให้จำเลยตามฟ้องแย้ง.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 4157และ 6085 ตำบลคลองเตย อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครได้ให้โจทก์กับพวกเช่าที่ดินดังกล่าวมีกำหนด 15 ปี ก่อนครบกำหนดเวลาเช่าจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินโฉนดที่ 6085 ให้จำเลยที่ 3 และโอนที่ดินโฉนดที่ 4157 ให้จำเลยที่ 2 เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วจำเลยทั้งสามได้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่โจทก์ต่อศาลแพ่งในระหว่างดำเนินคดี ตัวแทนทั่วไปของจำเลยทั้งสามกับจำเลยที่ 3คดีนี้ได้มาตกลงกับโจทก์ว่า ถ้าโจทก์ยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยทั้งสี่ว่ายอมออกจากที่พิพาทภายใน 15 วัน ก็จะยอมให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์ 700,000 บาท ชำระในวันทำสัญญา500,000 บาท อีก 200,000 บาท จะชำระเป็นเช็คให้นำไปรับเงินได้ในวันที่ขนย้ายออกจากที่ดิน

จำเลยแล้ว และจำเลยได้ทำสัญญาให้โจทก์ไว้นอกคดีว่า จำเลยทั้งสามยินยอมให้โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในตึกแถวเลขที่ 134/4-5 กับ 136 ต่อไปจนกระทั่งผู้เช่ารายสุดท้ายออกจากที่ดินจำเลยไปเมื่อใด โจทก์จะต้องขนย้ายออกไปภายใน 7 วัน โจทก์ตกลงยอมรับข้อเสนอ ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้บังคับโจทก์ออกจากที่ดินจำเลย อ้างว่าโจทก์ยังอยู่ในที่พิพาทและได้แถลงต่อศาลแพ่งว่า โจทก์ยังใช้ที่พิพาททำการค้าอยู่ในห้องเลขที่ 134/4-5 และ 136 ขอให้จับกุมโจทก์มากักขังและไม่รับรองความถูกต้องของบันทึกต่อท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลแพ่งมีคำสั่งให้โจทก์ส่งมอบที่ดินและตึกพิพาทคืนจำเลยทั้งสามภายในหนึ่งเดือนการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการผิดสัญญาเพราะผู้เช่ารายสุดท้ายยังมิได้ออกไปจากที่ดินยังอยู่ในระหว่างดำเนินคดีขับไล่

จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิบังคับคดีกับโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้จากการใช้ประโยชน์ในตึกเลขที่ 134/4-5 และ 136 ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสามให้ปฏิบัติตามสัญญาลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2523 ให้จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่า ไม่ติดใจบังคับคดีกับโจทก์และยอมให้โจทก์ใช้ประโยชน์ในตึกพิพาทเลขที่ 134/4-5 กับ136 ต่อไปจนกว่าผู้เช่ารายสุดท้ายจะออกไปจากที่ดินของจำเลยหมดแล้ว ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 37,500บาท นับแต่วันฟ้องถึงวันที่โจทก์ได้ใช้ตึกพิพาทอีกต่อไป

จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า ฝ่ายจำเลยไม่เคยตกลงจะให้เงินโจทก์ 700,000 บาท ไม่เคยให้เช็คจำนวน 200,000 บาทแก่โจทก์ความจริงในระหว่างพิจารณาคดีขับไล่ดังกล่าว โจทก์มาพบจำเลยที่ 3 ขอเงิน 500,000 บาท อ้างว่า เพื่อจะเอาไปให้ผู้เช่าคนอื่นๆ เป็นค่าขนย้ายรวมทั้งค่าขนย้ายของโจทก์เอง และสัญญาว่าโจทก์จะขนย้ายจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยภายใน 15วัน และจะจัดการให้ผู้เช่าอื่นๆ ออกไปภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญายอมเช่นกัน จำเลยที่ 3 หลงเชื่อจึงสั่งจ่ายเช็คจำนวน500,000 บาทต่อมาโจทก์ไม่ทำตามสัญญา เอาเงิน 500,000 บาทไว้คนเดียวไม่ให้ค่าขนย้ายกับผู้อื่น จึงไม่มีใครยอมออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในที่สุดจำเลยต้องฟ้องขับไล่บุคคลเหล่านั้นรวม 12 คดี และโจทก์กลับนำเอาห้องเลขที่ 134/4-5 และ136 ไปให้ผู้อื่นเช่าแทนที่จะจัดการให้ผู้เช่าอื่นออกไปสัญญาท้ายฟ้องเกิดจากการฉ้อฉลถึงขนาดถ้าจำเลยที่ 3 และตัวแทนทั่วไปของจำเลยทราบว่า

โจทก์จะเอาเงิน 500,000 บาทเสียคนเดียวไม่ยอมให้ค่าขนย้ายแก่ผู้เช่าคนอื่นและโจทก์จะไม่ยอมออกไปภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญายอมความแล้ว จำเลยที่ 3 และตัวแทนคงจะไม่เซ็นสัญญาและจ่ายเช็คจำนวน 500,000 บาทแก่โจทก์ ให้โจทก์รับเงินไปได้ จำเลยจึงขอบอกล้างสัญญาท้ายฟ้อง โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้พิพากษาบังคับโจทก์ให้คืนเงิน 500,000 บาทแก่จำเลยทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยไปพบจำเลยที่ 3 เพื่อขอเงิน 500,000 บาท เป็นค่าขนย้ายของโจทก์และผู้เช่าอื่น สัญญายอมลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2523 ไม่กล่าวถึงเรื่องเงินเพราะจำเลยทั้งสามให้โจทก์ปกปิดเกรงจะถูกผู้เช่าคนอื่นเรียกร้องค่าขนย้าย จำเลยนำสืบแก้ไขเอกสารมิได้ โจทก์มีสิทธินำห้องไปให้ผู้อื่นเช่าได้ตามสัญญา โจทก์มิได้ทำกลฉ้อฉล นายนิพนธ์เป็นตัวแทนทั่วไปของจำเลยทั้งสามมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ได้ จำเลยไม่มีสิทธิบังคับคดีให้โจทก์ออกจากที่พิพาทเพราะยังมีผู้เช่ารายอื่นอยู่ จำเลยทั้งสามไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเรียกเงินคืน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์รับเงินจากจำเลยที่ 3เป็นค่าขนย้ายของโจทก์และของผู้เช่าอื่นโดยสัญญาว่าจะจัดการให้ผู้เช่าอื่นออกไปจากที่พิพาทภายใน 15 วันนับแต่วันทำยอม แล้วโจทก์ผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 มิได้จ่ายเงินตามเช็คให้โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืน พิพากษาว่าให้ยกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้โจทก์คืนเงินจำนวน 500,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องแย้ง(18 มิถุนายน 2524) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลยที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยต้องแสดงโดยแจ้งชัดในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งเคลือบคลุม ไม่มีประเด็นนำสืบตามคำให้การและฟ้องแย้ง เป็นฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องยกฟ้องเสียจึงจะชอบเช่นนี้ จึงเป็นคำให้การที่มิได้แสดงเหตุแห่งการปฏิเสธ ไม่มีเหตุผลประกอบข้ออ้างของโจทก์ว่าฟ้องแย้งเคลือบคลุมอย่างไร ที่ศาลชั้นต้นไม่กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทจึงชอบแล้ว

โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานไม่ชอบไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ทนายจำเลยลงชื่อในบัญชีพยานภายหลังเป็นการไม่ชอบ

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2524 ศาลยังมิได้สั่งในวันนั้นต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2524 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอลงชื่อในบัญชีพยาน ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตในวันเดียวกันและสั่งรับบัญชีพยานจำเลยในวันเดียวกันด้วย จึงถือได้ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งรับบัญชีพยานของจำเลย ทนายจำเลยได้ลงชื่อในบัญชีพยานโดยถูกต้องแล้ว ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่า การบังคับคดีของจำเลยเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้โจทก์เสียหายและศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์คืนเงินแก่จำเลยที่ 3 เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้รับเงิน 500,000 บาท จากจำเลยเป็นการตอบแทนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จะออกจากที่ดินของจำเลยภายในกำหนด 15 วันนับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความและได้ทำบันทึกเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์จะออกจากห้องเลขที่134/4-5, 136 ภายใน 7 วัน นับแต่ผู้เช่าอื่นรายสุดท้ายซึ่งจำเลยได้ดำเนินการบังคับคดีได้ขนย้ายออกไปจากที่ดิน ในคดีฟ้องขับไล่นั้นจำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์กับนายเต็กเซียง แซ่เตียวนายชาญชัย มหพันธ์ นายสุทธิ เลิศหิรัญวิบูลย์ นายเสริม กังวาลวัฒนาซึ่งเป็นผู้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ต่อมาจำเลยทั้งสามขอถอนฟ้องนายเต็กเชียง แซ่เตียว ซึ่งถึงแก่กรรม และหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว

นายชาญชัย มหพันธ์ นายสุทธิเลิศหิรัญวิบูลย์ นายเสริม กังวาลวัฒนา ผู้เช่าที่ดินกับจำเลยได้ออกจากที่ดินของจำเลยไปตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2523 โดยจำเลยมิได้ดำเนินการบังคับคดีกับผู้เช่าเหล่านี้แต่โจทก์กับบริวารไม่ยอมออกจากที่ดินทั้งโจทก์ยังนำห้องเลขที่ 134/4-5,136 ไปให้ผู้อื่นทำสัญญาเช่าช่วงหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยแล้วศาลชั้นต้นเคยเรียกโจทก์มาสอบถาม โจทก์แถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2524 ว่า โจทก์ออกจากที่ดินและอาคารพิพาทแล้ว จำเลยขอไปสืบสวนดูว่าเป็นความจริงหรือไม่ และพบว่าไม่เป็นความจริงจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกหรือหมายจับโจทก์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 มีนาคม 2524 ว่า

โจทก์ยังอยู่ในห้องเลขที่ 134/4-5, 136 จริง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยย่อมใช้สิทธิบังคับคดีกับโจทก์ได้ โจทก์จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยมิได้และเมื่อโจทก์ผิดสัญญาโจทก์ก็ต้องคืนเงิน 500,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ตามฟ้องแย้ง โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่ามีข้อตกลงให้โจทก์นำเงินจำนวน 500,000 บาท ไปให้ผู้เช่ารายอื่นเพื่อให้ออกไปจากที่ดินหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนไป ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีแล้วมิได้พิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องแย้ง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย เปล่งวิทยา · สุชาติ จิวะชาติ · เสรี แสงศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้