Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2542 (เลขอ้างอิง 27541)

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ว่า การเลิกจ้างพนักงานของจำเลย เป็นการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดเพราะจำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการเป็นการถาวร เมื่อจำเลยถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการแล้วก็ไม่มีเหตุจำต้องจ้างพนักงานทั้งหมด หากจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตเหตุใดเมื่อเลิกจ้างพนักงานแล้วจึงไม่จ้างพนักงานให้กลับเข้ามาทำงานทั้งหมด แต่จำเลยเลือกจ้างเพียงบางตำแหน่งเพื่อให้เข้ามาจัดการส่งมอบงานให้แก่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน การเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำตามคำสั่งของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน จึงเป็นการเลิกจ้างโดยสุจริต คดีนี้ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ด ก่อนถึงวันจ่ายค่าจ้างและเงินโบนัสเพียง 1 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัส ในวันเดียวกันนั้นเองหลังจากเลิกจ้างแล้วจำเลยยังว่าจ้างพนักงานรวมทั้งโจทก์บางคนกลับเข้าทำงานอีก พฤติการณ์และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดโดยไม่สุจริต อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยได้กำหนดเป็นนโยบายเอาไว้ว่าจะจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานภายในสิ้นปีของทุก ๆ ปีเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงาน ทั้งนี้พนักงานจะต้องมีสภาพเป็นพนักงานอยู่จนถึงวันจ่ายเงินโบนัส โดยระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยฉบับนี้มิได้มีเงื่อนไขระบุว่าจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานต่อเมื่อจำเลยดำเนินกิจการมีกำไร ดังนี้ การจ่ายเงินโบนัสดังกล่าวจึงหมายถึงจำเลยตกลงจ่ายเงินแก่พนักงานเพื่อเป็นรางวัลหรือความดีความชอบที่พนักงานนั้น ๆ อยู่ทำงานกับจำเลยจนถึงวันจ่ายเงินโบนัส

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดสำนวนศาลแรงงานกลางให้รวมการพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 227โจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดสำนวนฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจเงินทุน โจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดเคยเป็นลูกจ้างจำเลย ในการตกลงรับโจทก์ทุกคนเป็นลูกจ้างนั้นจำเลยได้เสนอตำแหน่งค่าจ้างและรับรองว่าเมื่อลูกจ้างทำงานถึงเดือนธันวาคมของทุกปี จำเลยจะจ่ายเงินโบนัสประจำปีในอัตราเท่ากับอัตราเงินเดือนปกติ 2 เดือน พนักงานที่ทำงานติดต่อกันครบ 15 ปี มีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปีเท่ากับอัตราเงินเดือนปกติ3 เดือน สำหรับพนักงานที่เข้าทำงานระหว่างปีและได้รับการบรรจุก่อนวันที่ 31ธันวาคม

มีสิทธิได้รับการพิจารณาให้ได้รับเงินโบนัสตามสัดส่วนของอายุงานจำเลยกำหนดจ่ายเงินโบนัสพร้อมเงินเดือนประจำเดือนธันวาคมในวันที่ 25ธันวาคม ของทุกปี รายละเอียดตามนโยบายการพนักงาน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 227 ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2517 (ตามคำฟ้องโจทก์แต่ละสำนวน) จนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2540 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดโดยอ้างว่าจำเลยถูกระงับการดำเนินกิจการ แต่แท้จริงแล้วจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดในวันดังกล่าวก็เพื่อมิให้โจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดมีสภาพเป็นลูกจ้างของจำเลยในวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจะต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี โดยมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดเป็นการแสดงเจตนาเลิกจ้างที่ไม่สุจริต และหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการจ่ายเงินโบนัสประจำปีแก่โจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดเมื่อเป็นการเลิกจ้างโดยที่โจทก์ทั้งสองยี่สิบเจ็ดไม่มีความผิด

โจทก์ทั้งหมดจึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสประจำปี ซึ่งถือว่าเป็นผลประโยชน์และสวัสดิการอื่น ๆ อย่างหนึ่งตามที่จำเลยกำหนดไว้ในข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดทวงถามให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 227 ตามฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวนพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ รายละเอียดปรากฏตามคำฟ้องแต่ละสำนวนจำเลยทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดสำนวนให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดตามบัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลางพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินโบนัสของโจทก์แต่ละคนนับแต่วันผิดนัด คือวันที่ 25 ธันวาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าการเลิกจ้างพนักงานของจำเลย เป็นการเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดเพราะจำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการเป็นการถาวรเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 เมื่อจำเลยถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการแล้วก็ไม่มีเหตุจำต้องจ้างพนักงานทั้งหมด หากจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตเหตุใดเมื่อเลิกจ้างพนักงานแล้วจึงไม่จ้างพนักงานให้กลับเข้ามาทำงานทั้งหมด แต่จำเลยเลือกจ้างเพียงบางตำแหน่งเพื่อให้เข้ามาจัดการส่งมอบงานให้แก่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำตามคำสั่งของคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน จึงเป็นการเลิกจ้างโดยสุจริต เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดในวันที่ 24 ธันวาคม 2540 ก่อนถึงวันจ่ายค่าจ้างและเงินโบนัสเพียง 1 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัส ในวันเดียวกันนั้นเองหลังจากเลิกจ้างแล้วจำเลยยังว่าจ้างพนักงานรวมทั้งโจทก์บางคนกลับเข้าทำงานอีกพฤติการณ์และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองร้อยยี่สิบเจ็ดโดยไม่สุจริต อุทธรณ์จำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ตามนโยบายการพนักงาน(ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน)

เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 7.1.1 กำหนดว่าจำเลยมีนโยบายจะจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานภายในสิ้นปีของทุก ๆ ปีเพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงาน ทั้งนี้หากจำเลยประกอบกิจการไม่มีกำไรก็ไม่จำเป็นหรือมีเหตุผลที่จำเลยจะให้รางวัลแก่พนักงานเมื่อโจทก์ทั้งหมดไม่สามารถทำกำไรได้ แม้จำเลยไม่เลิกจ้างโจทก์ทั้งหมดก็ยังคงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานทุกคนเช่นกัน เห็นว่า ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เอกสารหมาย จ.4 ข้อ 7.1.1 นั้น จำเลยได้กำหนดเป็นนโยบายเอาไว้ว่าจะจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานภายในสิ้นปีของทุก ๆ ปี เพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงาน ทั้งนี้พนักงานจะต้องมีสภาพเป็นพนักงานอยู่จนถึงวันจ่ายเงินโบนัส (วันที่ 25 ธันวาคม)

ดังนี้ การจ่ายเงินโบนัสดังกล่าวจึงหมายถึงจำเลยตกลงจ่ายเงินแก่พนักงานเพื่อเป็นรางวัลหรือความดีความชอบที่พนักงานนั้น ๆอยู่ทำงานกับจำเลยจนถึงวันจ่ายเงินโบนัส ทั้งระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยฉบับนี้ก็มิได้มีเงื่อนไขระบุว่าจำเลยจะจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานต่อเมื่อจำเลยดำเนินกิจการมีกำไรดังจำเลยอุทธรณ์ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทุกคนตามฟ้องพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พูนศักดิ์ จงกลนี · สละ เทศรำพรรณ · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้