Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2542 (เลขอ้างอิง 27503)

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1รวมทั้งขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทคืนให้แก่โจทก์ด้วยศาลล่างทั้งสองพิพากษาตรงกันว่า นิติกรรมการซื้อขายที่พิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจเพิกถอนได้ คงบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่พิพาทคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น ดังนี้ คำขอของโจทก์ที่ 1 ในข้อแรกจึงตกไปในตัว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคำขอข้อ 2 ได้ โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เงื่อนไขที่จำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์ซื้อที่พิพาทคืน แม้จะมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือกันไว้ แต่โจทก์ได้ชำระหนี้บางส่วน ให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้แล้ว ประเด็นข้อที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้วหรือไม่โจทก์ย่อมมีอำนาจนำสืบพยานบุคคลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 หาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารไม่ ระยะเวลานับตั้งแต่โจทก์ฟ้องจนถึงเวลาส่งหมาย การไถ่ถอนจำนอง และการที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ติดต่อใกล้ชิดกันเป็นพิรุธอย่างยิ่ง ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 รับตกลงซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งผู้ที่บอกขายที่ดินได้ช่วยออกเงินค่าซื้อที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ในระยะเวลาที่เร่งรีบกะทันหันด้วย ทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 รู้เรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาท การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่สุจริต เมื่อพฤติการณ์เป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์เสียเปรียบโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษารวมเข้าด้วยกันโดยเรียกนายสมาน ศิริโสม เป็นจำเลยที่ 1 นางสาวนงลักษณ์ หลอดแก้ว เป็นจำเลยที่ 2โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8767ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์โดยปลอดจำนอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การในสำนวนหลัง แต่ให้การสำนวนแรกว่า โจทก์ทั้งสองไม่เคยติดต่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8767 ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยความสมัครใจและชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินจากจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทน โดยมิได้มีเจตนาฉ้อฉลโจทก์ทั้งสองขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8767 ให้แก่โจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1ชำระราคาที่ดิน ส่วนที่ค้างจำนวน 290,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หากจำเลยที่ 1ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์ที่ 2จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า

เดิมโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 8767 ตำบลทุ่งแต้ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธรเนื้อที่ 21 ไร่ 80 ตารางวา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2535 โจทก์ที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 130,000 บาท โดยยังคงครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทอยู่ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันเงินกู้จำนวน 130,000 บาท ไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด วันที่ 22พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา150,000 บาทปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกมีว่า การซื้อขายที่ดินมีโฉนดที่ดินเป็นเอกสารสิทธิต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หากมีเงื่อนไขให้ซื้อคืนได้ก็จะต้องระบุไว้ในสัญญาด้วย

การที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า มีเงื่อนไขให้ซื้อคืนได้ เป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสาร จึงต้องห้ามมิให้นำสืบตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 จึงฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทมิได้ เห็นว่าฟ้องโจทก์ที่ 1 มีคำขอท้ายฟ้องทั้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 รวมทั้งขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 ด้วย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาตรงกันว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายไม่อาจเพิกถอนได้ คงบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อจะขายเท่านั้น คำขอของโจทก์ที่ 1 ในข้อแรกจึงตกไปในตัว

โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1ตามคำขอข้อ 2 ได้ ส่วนการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 นำพยานบุคคลมาสืบในประเด็นข้อที่ว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิขอซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก บัญญัติว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะและวรรคสองว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง สัญญาจะขายหรือจะซื้อทรัพย์สินอย่างใด ๆ ดังว่ามานี้ก็ดี คำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินเช่นว่านั้นก็ดี ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญหรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้วท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ โจทก์ที่ 1 ฟ้องและนำสืบว่า เงื่อนไขที่จำเลยที่ 1ตกลงให้โจทก์ที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทคืนแม้จะมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือกันไว้ แต่โจทก์ที่ 1ได้ชำระหนี้บางส่วนจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้แล้ว ประเด็นข้อที่ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้วหรือไม่ โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจนำสืบได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหาใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารไม่มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า

จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าตอนซื้อที่ดินพิพาทนั้นจำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องร้องกันต่อศาล ทั้งขณะนั้นจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์ที่ 1การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมิใช่สมคบกันฉ้อฉลโจทก์ที่ 1 เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2538 นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 แต่ส่งไม่ได้โดยเจ้าหน้าที่รายงานว่าไม่พบจำเลยที่ 1 และไม่มีผู้ใดในบ้านยินดีรับหมายไว้แทนจากนั้นอีก 2 วัน คือวันที่ 18 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จะเห็นว่า

ระยะเวลานับตั้งแต่โจทก์ที่ 1 ฟ้อง จนถึงเวลาส่งหมาย การไถ่ถอนจำนองและการโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ติดต่อใกล้ชิดกันเป็นพิรุธอย่างยิ่ง ทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อมาว่า การซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2มีนางอ่ำเป็นผู้ติดต่อ โดยจำเลยที่ 2 เบิกความว่าได้ตกลงซื้อที่ดินพิพาทในวันที่นางอ่ำมาบอกขายคือ วันที่ 22 พฤษภาคม 2538 โดยนางอ่ำช่วยออกเงินค่าที่ดินด้วยพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 รับตกลงซื้อที่ดินพิพาทรวมทั้งมีผู้บอกขายที่ดินมาช่วยออกเงินให้ซื้อที่ดินในระยะเวลาที่เร่งรีบกะทันหันเช่นนี้ ทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 รู้เรื่องที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 มีคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทดังกล่าว การซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำไปโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่า พฤติการณ์เป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์ที่ 1 เสียเปรียบ โจทก์ที่ 1 มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้จึงชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรรถพร บู่สาลี · อร่าม หุตางกูร · ธนะพัฒน์ แจ่มจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้