Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2743/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ครบถ้วนแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8,72 ทวิโดยมาตรา 72 ทวิ เป็นบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ ด้วย เห็นได้ว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์สืบสม ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้าไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6)และมาตรา 192 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน แล้วรวมโทษ 2 กระทงเข้าเป็นจำคุก 1 ปี เมื่อรวมโทษฐานทำร้ายร่างกายเป็นจำคุก 2 ปีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 80, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8, 72, 72 ทวิ ริบของกลางและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 496/2533 หมายเลขดำที่ 727/2534 หมายเลขแดงที่ 589/2537 หมายเลขดำที่ 356/2537 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3/2535 ของศาลชั้นต้นจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน

เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ริบของกลาง นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 496/2533 และหมายเลขแดงที่ 589/2537 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 727/2534หมายเลขดำที่ 356/2537 และหมายเลขดำที่ 3/2535 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อด้วยนั้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงในบริเวณที่เกิดเหตุ 3 นัด และผู้เสียหายถูกทำร้ายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่พาอาวุธปืนไปยิงในบริเวณที่เกิดเหตุและทำร้ายร่างกายผู้เสียหายหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ แล้วจำเลยยังใช้ของแข็งตีศีรษะของผู้เสียหายจนแตกและเตะผู้เสียหายด้วย นางสังเวียน เกตุสิริ ภริยาของนายพิสุทธิ์นักดนตรีในร้านที่เกิดเหตุก็เบิกความว่าเห็นจำเลยยิงผู้เสียหาย 3 นัดเมื่อผู้เสียหายล้มลง

จำเลยเข้าไปกระทืบและใช้อาวุธปืนตีศีรษะของผู้เสียหาย นอกจากนี้นางวันเพ็ญเจ้าของร้านที่เกิดเหตุกับนายพิสุทธิ์เบิกความด้วยว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัด โดยนายพิสุทธิ์เบิกความว่าหลังเสียงปืนดังขึ้นแล้วพยานแอบดูอยู่ในร้านเห็นผู้เสียหายนอนอยู่และจำเลยกำลังตีผู้เสียหายและเห็นจำเลยถือปืนขู่ไม่ให้คนอื่นช่วยผู้เสียหายส่วนนางวันเพ็ญเบิกความว่าหลังเกิดเหตุเมื่อพยานตามไปที่สถานีตำรวจพบผู้เสียหายซึ่งบอกพยานว่าจำเลยเมาไม่ทราบว่าพูดอะไร ผู้เสียหายเดินออกไปดูที่ใต้ต้นไม้ก็ถูกจำเลยยิง และโจทก์ยังมีนายเดชา รักษาเวียงซึ่งอยู่ภายในร้านที่เกิดเหตุมาเบิกความด้วยว่า หลังจากได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 นัดแล้วพยานตกใจ ออกไปดูเห็นจำเลยกำลังชกต่อยกับผู้เสียหายโดยจำเลยถือของแข็งมีลักษณะคล้ายอาวุธปืนด้วย

เห็นว่า ทั้งนางสังเวียนนายพิสุทธิ์ กับนางวันเพ็ญต่างรู้จักจำเลยมาก่อน จึงเชื่อว่าจำจำเลยได้ไม่ผิดตัว ส่วนผู้เสียหายกับนายเดชาแม้จะไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนเกิดเหตุแต่ก็เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเห็นเหตุการณ์และจำจำเลยได้ เพราะบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟฟ้าสว่างเพียงพอ ผู้เสียหายระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายทั้งต่อร้อยตำรวจเอกสวัสดิ์พนักงานสอบสวน และต่อนางวันเพ็ญตั้งแต่คืนเกิดเหตุ คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักในการรับฟังที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความขัดแย้งแตกต่างกัน ไม่น่าเชื่อถือเห็นว่า ข้อแตกต่างตามฎีกาของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดของเหตุการณ์ซึ่งพยานแต่ละปากอาจมีความสามารถในการจดจำไม่เท่ากัน

การเบิกความแตกต่างกันไปบ้างยังไม่พอฟังเป็นพิรุธ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้อาวุธปืนตามฟ้องมาเป็นของกลาง และหากจำเลยยิงผู้เสียหายในระยะห่างเพียง 1 เมตร ถึง 3 นัด น่าจะถูกลำตัวของผู้เสียหายบ้าง ทั้งบาดแผลของผู้เสียหายก็ไม่แน่ว่าจะเกิดจากกระสุนปืนหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จะไม่มีการยึดอาวุธปืนตามฟ้องมาเป็นของกลางก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงและทำร้ายผู้เสียหาย ก็รับฟังได้ต่อไปด้วยว่าจำเลยมีอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวไว้ในครอบครองและพาอาวุธปืนนั้นติดตัวไปยังที่เกิดเหตุ ส่วนการที่จำเลยยิงผู้เสียหายไม่ถูกลำตัวหรืออวัยวะสำคัญก็อาจเป็นเพราะจำเลยเมาสุราหรือไม่ได้ตั้งใจจะยิงให้ถูกลำตัวหรืออวัยวะส่วนสำคัญของผู้เสียหายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยแล้วว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็เป็นได้

สำหรับบาดแผลของผู้เสียหายตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องนั้น แม้นายแพทย์กิตติ ตันติวงศ์กานต์ ผู้ตรวจรักษาบาดแผลของผู้เสียหายจะมิได้เบิกความยืนยันว่าบาดแผลเกิดจากถูกกระสุนปืนก็ตาม แต่ก็ยอมรับว่าอาจเกิดจากกระสุนปืนก็ได้ในขณะเกิดเหตุมีการชุลมุนทำร้ายกัน จะให้ผู้เสียหายจดจำได้หมดว่าบาดแผลใดเกิดจากอะไรย่อมเป็นไปไม่ได้ เรื่องบาดแผลของผู้เสียหายจึงยังไม่อาจถือเป็นพิรุธแก่พยานโจทก์ได้เช่นเดียวกัน ฎีกาในตอนอื่น ๆ ของจำเลยในปัญหาข้อนี้ยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังเป็นอย่างอื่นได้ ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่พาอาวุธปืนไปยังที่เกิดเหตุ ยิง ตีและชกต่อยจนผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวฟ้องโจทก์มิได้อ้างมาตรา 8 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ครบถ้วนแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วแต่ในคำขอท้ายฟ้องกลับขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8,72 ทวิ โดยมาตรา 72 ทวิ เป็นบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรา 8 ทวิ ด้วยจึงเห็นได้ว่าโจทก์อ้างบทมาตราผิด เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้าไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) และมาตรา 192 วรรคหนึ่ง

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือนฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน แล้วรวมโทษ 2 กระทงนี้เข้าเป็นจำคุก1 ปี เมื่อรวมโทษฐานทำร้ายร่างกายเป็นจำคุก 2 ปี นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะการกำหนดโทษจำคุกเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน แต่ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง โทษจำคุก 12 เดือนจึงคำนวณได้ 360 วัน ในขณะที่โทษจำคุก 1 ปี ย่อมมีถึง 365 วันหรือ366 วัน แล้วแต่กรณี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำโทษจำคุกกระทงละ6 เดือน 2 กระทงมารวมกันเป็นจำคุก 1 ปี จึงไม่ถูกต้อง เพราะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้