Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2738/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามป.พ.พ. มาตรา 237 โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมดังกล่าว ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับกับบุคคลนอกคดีได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความ เพราะโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่พิพากษายืนให้ยกฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้ตามเช็ค 11 ฉบับ เป็นเงิน 11,771,855 บาท ต่อมาศาลจังหวัดกาญจนบุรีพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์ตามฟ้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1885/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรีขอให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน 3,000,000 บาท ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และไม่เคยมีหนี้สินต่อกัน ต่อมาจำเลยทั้งสองขอให้ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย 4,745,959 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี

การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือได้รับน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 เป็นโมฆะ และหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1885/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีจริง จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จริง จำเลยทั้งสองไม่ได้คบคิดกันฉ้อฉลทำให้โจทก์เสียเปรียบ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องในหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่อยู่กับโจทก์

จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 3,000,000 บาท มีหลักฐานการกู้ยืมเงินถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีโอนเข้าบัญชี จำเลยที่ 2 จึงใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระหนี้เงินกู้ คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถูกต้องตามกฎหมาย คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โจทก์ไม่นำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะมีคำขอให้ศาลพิพากษาว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 และหนี้ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายแดงที่ 530/2541 ของศาลจังหวัดกาญจนบุรีเป็นโมฆะ แต่สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอ้างว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นการฉ้อฉล ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 นั่นเอง การเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น โจทก์จะต้องฟ้องคู่กรณีทั้งสองฝ่ายที่ทำนิติกรรมดังกล่าว ศาลจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะผลของคำพิพากษาไม่อาจบังคับแก่บุคคลนอกคดีได้การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีผลให้จำเลยที่ 1 พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา

ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณาพิพากษาตามคำขอของโจทก์เพราะจะมีผลกระทบไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีได้ และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยคดีให้นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คงเห็นพ้องด้วยในผลของคดีที่ให้ยกฟ้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์ · ชัช ชลวร · บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้