Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2729/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 20 จะต้องมีการออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตามมาตรา 19 ก่อน และเจ้าพนักงานประเมินจะต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนตามอำนาจในมาตรา 19ว่ามีอยู่เท่าใด เจ้าพนักงานประเมินจะต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน แล้วจึงจะแจ้งการประเมิน มิใช่ว่าจะให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบหลักฐานเป็นส่วน ๆ แล้วทยอยแจ้งการประเมินแต่ละคราวเท่าที่เห็นสมควร เมื่อปรากฏว่าการประเมินครั้งแรกและครั้งหลังเป็นการประเมินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 66และ 70 ทวิ แห่ง ป. รัษฏากร จึงเป็นการทยอยการประเมินตามหลักฐานที่ได้มาจากการไต่สวนเป็นส่วน ๆ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นทั้งการแจ้งการประเมินครั้งแรกแสดงว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนตามมาตรา 19 ได้มีการพิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้วถ้า จะมีการประเมินอีกครั้งก็ต้องมีการออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้วตามที่กำหนดไว้ใน ป. รัษฎากร มาตรา 19 ก่อน ไม่อาจที่จะอาศัยหมายเรียกมาไต่สวนครั้งเดียวนั้นเพื่อทำการแจ้งการประเมินอีกดังนั้นการที่จำเลยประเมินครั้งหลังโดยไม่มีการออกหมายเรียกมาไต่สวนตามกำหนดเวลาที่มาตรา 19 กำหนดไว้ จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 20.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 19 ป.รัษฎากร มาตรา 20

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบรรษัท เมื่อวันที่27 ธันวาคม 2522 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรมายังโจทก์ เพื่อทำการไต่สวนตรวจสอบบัญชีปีสำหรับปี 2517-2521 สืบเนื่องมาจากหมายเรียกตรวจสอบดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2526 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกแบบแจ้งการประเมินภาษี ตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรแจ้งให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 66 และมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรเป็นจำนวนเงินภาษีและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้น 15,726,998.81 บาทโจทก์ยินยอมชำระให้แก่จำเลยไปแล้วส่วนหนึ่งเป็นเงินจำนวน 815,120.38บาท และโจทก์อุทธรณ์การประเมินของจำเลยอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินจำนวน14,911,878.43 บาท

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2526 อันเป็นการสิ้นสุดกระบวนการเรียกตรวจสอบและประเมินตามมาตรา 19 และมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยก็ได้วินิจฉัยปลดภาษีให้แก่โจทก์เกือบทั้งหมดไปแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2528 เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 และมาตรา 70 ทวิแห่งประมวลรัษฎากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2517-2521 ของโจทก์อีกครั้งหนึ่งโดยที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้มีการดำเนินการตามมาตรา 19 อีกแต่ประการใด ทั้ง ๆ ที่การประเมินในครั้งนี้เป็นการแก้จำนวนเงินที่เคยประเมินไว้เดิมเมื่อปี 2526 โจทก์ไม่เห็นพ้องกับการประเมินจึงอุทธรณ์การประเมิน

คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์แต่ลดเงินเพิ่มที่เรียกเก็บลงคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเงินเพิ่มตามกฎหมาย และแจ้งให้โจทก์เสียภาษีและเงินเพิ่มทั้งสิ้นเป็นเงิน 4,311,089.48 บาท โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพราะการประเมินภาษีในครั้งหลังเจ้าพนักงานประเมินต้องดำเนินการตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 20แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ จะต้องออกหมายเรียกตรวจสอบตามมาตรา 19แห่งประมวลรัษฎากรอีกครั้งหนึ่งจึงจะมีอำนาจทำการแก้ไขจำนวนเงินที่ได้ประเมินไว้เดิม แต่ปรากฏว่า ในการประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์สำหรับปี 2517-2521 ในครั้งหลังเจ้าพนักงานมิได้ออกหมายเรียกมายังโจทก์ เพื่อทำการไต่สวนตรวจสอบ

การประเมินของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งการคิดคำนวณกำไรและที่อ้างว่าโจทก์จำหน่ายกำไรไปต่างประเทศไม่ถูกต้อง โจทก์มิได้มีกำไรหรือจำหน่ายกำไร จำเลยไม่มีอำนาจประเมินใหม่ และการประเมินของจำเลยครั้งหลังก็ขาดอายุความ ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกตามมาตรา 19แห่งประมวลรัษฎากร และได้ทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2517-2521 จากโจทก์ 2 ครั้งด้วยกัน คือครั้งแรกได้ทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามใบแจ้งการประเมินซึ่งเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิของโจทก์จากประเด็นหักค่าใช้จ่ายไว้ไม่ถูกต้องตามเงื่อนไขในประมวลรัษฎากรได้แก่

หักค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข ในมาตรา 5แห่งพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2509 นำเงินสำรองเลี้ยงชีพที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา 65 ตรี(2) แห่งประมวลรัษฎากรมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ นำค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของลูกจ้างพนักงานมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและประเด็นมิได้นำรายได้ดอกเบี้ยค้างรับมารวมคำนวณถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งโจทก์ได้คัดค้านการประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยแล้ว และต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2517-2521 เพิ่มเติมจากประเด็นค่าใช้จ่ายสำนักงานใหญ่เกี่ยวกับการจำหน่ายหนี้สูญและภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ

แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2517-2521 ทั้งสองครั้งดังกล่าวเป็นการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและประเด็นคนละกรณีกัน ปรากฏตามสำนวนการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินว่าขณะทำการประเมินภาษีในครั้งแรกนั้นยังมีประเด็นอื่นซึ่งยังตรวจสอบไม่แล้วเสร็จเนื่องจากอยู่ในระหว่างรอหลักฐานบางประการของสำนักงานใหญ่ของโจทก์ในประเทศอังกฤษอยู่โดยเมื่อโจทก์มารับทราบผลการตรวจสอบในครั้งแรกนั้น เจ้าพนักงานประเมินก็ได้แจ้งให้ทราบว่าเป็นการรับทราบผลการตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะบางประเด็นสำหรับปี 2517-2521 การประเมินครั้งหลังจึงเป็นการประเมินต่อเนื่องกับการประเมินในครั้งแรกซึ่งโจทก์ได้ทราบแล้วขณะถูกตรวจสอบว่ายังมีประเด็นอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบหลักฐานรอการประเมินไว้ก่อนและจะได้พิจารณาประเมินไปให้ภายหลัง การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นการชอบแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามคำฟ้องและคำให้การว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2522 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหมายเรียกโดยอาศัยตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรไปยังโจทก์ เพื่อทำการไต่สวนตรวจสอบบัญชีสำหรับปี 2517-2521ของโจทก์ ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน 2526 เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินตามมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 66 และมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปีที่เรียกไต่สวน การแจ้งการประเมินครั้งนี้ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินและดำเนินการชำระภาษีตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว

ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม 2528 เจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 66 และมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2517-2521แก่โจทก์อีก โดยมิได้ออกหมายเรียกโจทก์ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 19

โจทก์อุทธรณ์การประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การแจ้งการประเมินครั้งหลังเป็นการประเมินที่ชอบด้วยบทบัญญัติในมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่พิเคราะห์แล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 20 บัญญัติว่า "เมื่อได้จัดการตามมาตรา 19 และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาาีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้เป็นที่เห็นได้ว่า จะมีการแจ้งการประเมินตามมาตรานี้ได้จะต้องมีการออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ก่อนและการประเมินเจ้าพนักงานประเมินก็จะต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 20 ดังนั้น

เมื่อพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนตามอำนาจในมาตรา 19 มีอยู่เท่าใดเจ้าพนักงานประเมินจะต้องตรวจสอบให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน แล้วจึงจะมีการแจ้งประเมินไป มิใช่ว่าจะให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบหลักฐานเป็นส่วน ๆ แล้ว ทยอยแจ้งการประเมินไปในแต่ละคราวเท่าที่เห็นสมควรได้ หากให้เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตามมาตรา 19 เพียงครั้งเดียวแล้วเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจที่จะแจ้งการประเมินหลายครั้งได้เจ้าพนักงานก็สามารถทำการประเมินได้อีกโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาความรับผิดของผู้เสียภาษีก็ไม่มีกำหนดเวลาที่จะสิ้นสุดลงได้วัตถุประสงค์ของกฎหมายในมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากรจึงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเป็นการประเมินคนละประเด็นกันก็ได้ความว่า

การประเมินครั้งแรกและครั้งหลังเป็นการประเมินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 66 และมาตรา 70 ทวิแห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกัน จึงเป็นการทยอยประเมินตามหลักฐานที่ได้มาจากการไต่สวนเป็นส่วน ๆ นั่นเอง ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ ทั้งการแจ้งการประเมินครั้งแรกยังเป็นการแสดงว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏจาการไต่สวนตามมาตรา 19 นั้นได้มีการพิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าจะมีการประเมินอีกครั้งก็ต้องมีการออกหมายเรียกแล้วตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรมาตรา 19 ก่อนไม่อาจที่จะอาศัยหมายเรียกมาไต่สวนครั้งเดียวนั้นเพื่อทำการแจ้งการประเมินอีกต่อไปได้ ดังนั้น การที่จำเลยประเมินครั้งหลังที่เป็นกรณีพิพาทโดยไม่มีการออกหมายเรียกมาไต่สวน ตามกำหนดเวลาที่มาตรา 19 กำหนดไว้จึงเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของมาตรา 20 แห่งประมวลรัษฎากร"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · ก้าน อันนานนท์ · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6320/2560

การพิจารณาว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด นอกจากพิจารณาถึงลักษณะของงานที่ทำแล้วยังต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้จากการประกอบวิชาชีพดังกล่าวประกอบด้วย เนื่องจาก ป.รัษฎากร ให้หักค่าใช้จ่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13996/2553

กรมสรรพากรมีอำนาจจัดเก็บภาษีส่วนท้องถิ่นแทนกรุงเทพมหานคร โดยอาศัย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 112 บัญญัติว่า "กรุงเทพมหานครมีอำนาจออกข้อบัญญัติเพื่อเก็บภาษีอากร...เพิ่มขึ้นได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10341/2550

โจทก์ประกอบกิจการเพื่อแสวงหากำไรโดยกู้ยืมเงินมาลงทุน ตอนที่โจทก์ขายรถยนต์ไปในราคาต่ำกว่าราคาทุนโดยไม่ปรากฏว่าราคารถยนต์ในขณะนั้นลดลงและโจทก์ก็ไม่ได้ประสบกับขาดทุน จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องขายรถยนต์ในราค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1412/2549

ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 19 และ 20 การออกหมายเรียกเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประเมิน หากโจทก์เห็นว่าการออกหมายเรียกไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ก็ชอบที่จะโต้แย้งคัดค้านโดยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9302/2547

หลังจากจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีให้กรรมการโจทก์ไปพบและส่งบัญชีพร้อมทั้งเอกสารไปให้ตรวจสอบ โจทก์ส่งสมุดบัญชีแยกประเภทไปให้จำเลยที่ 1 เพียง 1 เล่ม และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงาน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้