Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2550 (เลขอ้างอิง 272879)

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยปลูกสร้างบ้านบังหน้าบริเวณที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ออกสู่ทะเลหลวงไม่ได้หรือไม่สะดวก โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเป็นกรณีพิเศษโดยตรง แม้ที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทจะเป็นที่ชายตลิ่งจำเลยก็ไม่อาจใช้สิทธิอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 ประกอบมาตรา 1337 และโจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยให้รื้อถอนบ้านพิพาทที่กีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกสู่ทะเลหลวงไปได้ โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีสิทธิที่จะใช้ที่ดินของตนออกสู่ทะเลหลวงได้ตลอดแนวเขต การที่โจทก์จะก่อสร้างกำแพงส่วนใดและเว้นที่ดินส่วนใดให้เป็นทางออกสู่ทะเลหลวง ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ บุคคลอื่นไม่มีสิทธิที่จะรบกวนการใช้สิทธิของโจทก์ แม้โจทก์จะมีอาชีพประมงหรือไม่ ไม่สำคัญ เพราะโจทก์มีสิทธิที่จะใช้ที่ดินบริเวณที่จำเลยปลูกสร้างบ้านออกสู่ทะเลหลวงได้อยู่แล้ว และโจทก์จะเลือกใช้สิทธิของตนออกสู่ทะเลหลวงทางใดก็ได้ที่โจทก์เห็นว่าเป็นประโยชน์และเป็นความสะดวกแก่ตนมากที่สุด

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 476 เลขที่ดิน 29 ตำบลศาลาด่าน (เกาะลันตาใหญ่) อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ก่อสร้างบ้านกว้างประมาณ 4.50 เมตร ยาวประมาณ 5 เมตร และจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านกว้างประมาณ 11 เมตร ยาวประมาณ 12 เมตร ล้ำเข้าไปในทะเลหลวงซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ดินโจทก์ อันเป็นการกีดขวางปิดกั้นหน้าที่ดินโจทก์ ทำให้โจทก์และบริวารไม่สามารถเข้าออกหรือใช้สอยที่ชายตลิ่งเพื่อออกสู่ทะเลหลวงได้ โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงแจ้งให้กรมเจ้าท่าซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาที่ชายตลิ่งทราบ กรมเจ้าท่าแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ชายตลิ่งดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 เดือนละ 100 บาท และจากจำเลยที่ 2 เดือนละ 200 บาท นับแต่เดือนพฤษภาคม 2542 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 เดือน เป็นเงิน 1,100 บาท และ 2,200 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและสะพานเชื่อมบ้านกับตลิ่งออกไป ห้ามจำเลยทั้งสองกับบริเวณเข้าเกี่ยวข้องในที่ชายตลิ่งริมทะเลหลวงด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์ตลอดแนว ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,100 บาท และ 2,200 บาท ตามลำดับและใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 100 บาท และ 200 บาท เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปจนเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า จำเลยทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างบริเวณที่ชายตลิ่งตามฟ้องโจทก์และถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาจริง แต่ที่ชายตลิ่งดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งโจทก์สร้างกำแพงปิดกั้นทางเข้าออกสู่ทะเลหลวงเป็นอุปสรรคในการใช้สอยที่ชายตลิ่งเองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประกอบกับโจทก์สามารถออกสู่ทะเลหลวงโดยใช้ถนนสาธารณประโยชน์ไปสู่ท่าเทียบเรือได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากหน้าที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 500 บาท คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 476 เลขที่ดิน 29 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และมีแนวเขตที่ดินทางด้านทิศเหนือจดทะเลหลวง และมีโรงเรือนของจำเลยทั้งสองปลูกบังอยู่หน้าที่ดินของโจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองถูกฟ้องเป็นคดีอาญาฐานปลูกสร้างอาคารบ้านอยู่อาศัยล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และเข้าไปในทะเลภายในน่านน้ำไทย ซึ่งเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษปรับ ปัจจุบันโรงเรือนทั้งสองหลังยังไม่มีการรื้อถอน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องเพื่อให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนโรงเรือนไปได้หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองและนายอภิชาติ รัตนน้อย เป็นพยานว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 476 เลขที่ดิน 29 ตำบลศาลาด่าน (เกาะลันตาใหญ่) อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีที่ดินด้านทิศเหนืออยู่ติดทะเลหลวง ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยทั้งสองได้มาปลูกสร้างบ้านคนละ 1 หลัง บนที่ดินสาธารณะบังหน้าที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ออกสู่ทะเลหลวงไม่ได้ ส่วนจำเลยทั้งสองอ้างตนเองและนายลิ่ม ก๊กใหญ่ เป็นพยานว่าได้ซื้อบ้านที่พิพาทจากนายอูเห็น ช้างน้ำ และนายหนิม เชี่ยวชาญ ตั้งแต่ พ.ศ.2519 และ พ.ศ.2532 ตามลำดับ ต่อมาได้มีการปรับปรุงบ้านใน

พ.ศ.2541 โจทก์จึงไปร้องเรียนต่อกรมเจ้าท่า ทำให้จำเลยทั้งสองถูกดำเนินคดีอาญา และศาลได้พิพากษาปรับจำเลยทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองได้ปลูกสร้างบ้านบังหน้าบริเวณที่ดินของโจทก์ทำให้โจทก์ออกสู่ทะเลหลวงไม่ได้หรือได้ไม่สะดวก โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเป็นกรณีพิเศษโดยตรง แม้ที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทดังกล่าวจะเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม จำเลยทั้งสองก็ไม่อาจใช้สิทธิอันจะก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิด หรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควร ในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินมาคำนึงประกอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ประกอบมาตรา 1337 และโจทก์ย่อมมีสิทธิปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนให้สิ้นไปโดยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รื้อถอนบ้านพิพาททั้งสองหลังที่กีดขวางทางที่โจทก์เข้าออกสู่ทะเลหลวงออกไปได้ ที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ก่อกำแพงกั้นที่ดินของโจทก์ตลอดแนวชายทะเลทำให้โจทก์ไม่สามารถออกสู่ทะเลหลวงได้ เป็นการกระทำของตัวโจทก์เองที่ทำให้โจทก์เดือดร้อน

เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิที่จะใช้ที่ดินของตนออกสู่ทะเลหลวงได้ตลอดแนวเขต ดังนั้นการที่โจทก์จะก่อสร้างกำแพงส่วนใดและเว้นที่ดินส่วนใดให้เป็นทางออกสู่ทะเลหลวง ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์โดยชอบธรรม บุคคลอื่นไม่มีสิทธิที่จะรบกวนการใช้สิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์ไม่มีอาชีพประมง บริเวณที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างบ้านจึงไม่ขัดขวางอาชีพของโจทก์ เห็นว่า โจทก์จะมีอาชีพประมงหรือไม่ ไม่สำคัญเพราะโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้ที่ดินบริเวณที่จำเลยทั้งสองปลูกสร้างบ้านออกสู่ทะเลหลวงได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว และที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะด้านทิศตะวันออกของที่ดินไปสู่ท่าเรือได้

โจทก์จึงไม่เดือดร้อนเป็นพิเศษ เห็นว่า โจทก์ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเลือกใช้สิทธิของตนออกสู่ทางสาธารณะทางใดก็ได้ที่โจทก์เห็นว่าเป็นประโยชน์และเป็นความสะดวกแก่ตนมากที่สุดไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทางสาธารณะทางหนึ่งทางใด บุคคลอื่นที่ไม่มีสิทธิตามกฎหมายย่อมไม่มีสิทธิจะก่อสร้างสิ่งใด ๆ กีดขวางทางที่โจทก์จะออกสู่ทะเลหลวงได้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล ทับเที่ยง · อิศเรศ ชัยรัตน์ · บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้