Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2724/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ถึงแม้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จะเป็นสามีภริยากัน และโจทก์ที่ 1 มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีตามที่ ป.รัษฎากร มาตรา 57 ตรี แต่การประเมินตาม มาตรา 20 นั้นจะต้องมีการออกหมายเรียกผู้ถูกประเมินมาทำการไต่สวนก่อนตามมาตรา 19การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ที่ 1 มาไต่สวนเพียงผู้เดียว จะถือเป็นการออกหมายเรียกโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ได้ดังนี้เจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินให้โจทก์ที่ 2 ชำระภาษีเพิ่ม การประเมินโดยอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 20 และมาตรา 49จะต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกประเมินมีเงินได้พึงประเมินเกินกว่าที่ได้ยื่นรายการไว้ เมื่อโจทก์ที่ 1 และภริยามิได้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนในแต่ละปีภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยอ้างจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่น ดังนี้ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงไม่อาจประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มโดยอาศัยเหตุดังกล่าว.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 19 ป.รัษฎากร มาตรา 20 ป.รัษฎากร มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจกท์ไปชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับปีภาษี2516-2518 รวมเป็นเงินค่าภาษีและเงินเพิ่ม 10,963,723.99 บาทโจทก์เห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียเงินค่าภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว จึงได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการดังกล่าวได้วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์เห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หากศาลเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ขอให้ศาลพิพากษางดการเรียกเก็บเงินเพิ่มแก่โจทก์ด้วยจำเลยให้การว่า มีเหตุให้น่าเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันมีเงินได้มากกว่าที่โจทก์ได้สำแดงไว้ในแบบแจ้งการเสียภาษีสำหรับปีภาษี 2516-2518 เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ขออนุมัติอธิบดีกรมสรรพากร เพื่อทำการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 49 และเมื่อได้รับอนุมัติแล้วเจ้าพนักงานประเมินก็ทำการตรวจสอบตามวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ผลปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมีเงินได้สุทธิหลังจากที่ได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรแล้วดังนี้คือ ปีภาษี 2516 เป็นเงิน 6,932,960.17 บาท ปีภาษี 2517เป็นเงิน 6,908,092.72 บาท และปีภาษี 2518 เป็นเงิน2,306,771.00 บาท

เจ้าพนักงานประเมินได้คำนวณให้โจทก์ทั้งสองเสียภาษี และเงินเพิ่มตามกฎหมาย เมื่อได้ยอดภาษีที่ต้องชำระแล้วก็จะนำเงินค่าภาษีที่โจทก์ทั้งสองได้ชำระไว้แล้วหักออก เหลือยอดเงินจำนวนเท่าใดก็แจ้งไปยังโจทก์ทั้งสอง โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาของโจทก์ที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระด้วยตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี การประเมินของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้เอกสารหมาย จ. 24, 26 นั้น เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีเงินได้ทั้งโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เห็นสมควรวินิจฉัยสำหรับกรณีของโจทก์ที่ 2 ก่อน การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินนั้นได้ประเมินตามประมวลรัษฏากรมาตรา 20 ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยนำสืบมาฟังได้เป็นยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนเฉพาะโจทก์ที่ 1 เท่านั้น มิได้ออกหมายเรียกโจทก์ที่ 2 มาไต่สวนด้วย การประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20นั้น จะต้องมีการออกหมายเรียกผู้ถูกประเมินมาทำการไต่สวนก่อนตามมาตรา 19 การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ที่ 1มาไต่สวนเพียงผู้เดียว ถึงแม้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จะเป็นสามีภริยากันอยู่ และโจทก์ที่ 1 มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีตามที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี

กำหนดไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นคนละกรณีกันกับการแจ้งประเมินสำหรับโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นความรับผิดเฉพาะตัวของโจทก์ที่ 2 จึงถือเอาการออกหมายเรียกโจทก์ที่ 1 มาไต่สวนนั้นเป็นการออกหมายเรียกโจทก์ที่ 2 ด้วยไม่ได้ทั้งนี้เพราะคนที่จะชี้แจงที่มาของรายได้ว่าได้มาโดยทางใดจะเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่นั้น ผู้ที่ได้รับรายได้นั้นมาเท่านั้นที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงและชี้แจงได้ถูกต้องที่สุดว่าได้มาอย่างไร บทบัญญัติในประมวลรัษฎากร มาตรา 20 จึงหมายถึงว่าการแจ้งประเมินผู้ใดได้จะต้องมีหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวนก่อน ในเมื่อเจ้าพนักงานประเมินมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดสำหรับกรณีของโจทก์ที่ 2 เช่นนี้

อำนาจในการประเมินให้โจทก์ที่ 2 ชำระภาษีเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มี การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สำหรับกรณีของโจทก์ที่ 2 จึงไม่เป็นการถูกต้องตามที่ประมวลรัษฎากรมาตรา 20 กำหนดไว้ให้ปฏิบัติ ชอบที่จะต้องเพิกถอน...สำหรับกรณีของโจทก์ที่ 1 นั้น... เมื่อเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์ที่ 1 มีเงินได้เพิ่มขึ้นจึงได้ทำการประเมินโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 20 และอาศัยอำนาจตามมาตรา 49กำหนดเงินได้สุทธิ

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะประเมินโดยอาศัยอำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น ข้อเท็จจริงจะต้องเป็นที่ยุติเสียก่อนว่าผู้ถูกประเมินมีเงินได้พึงประเมินเกินกว่าที่ได้ยื่นรายการไว้ ในกรณีของโจทก์ที่ 1 นั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยนำสืบโต้แย้งกันคือ โจทก์ที่ 1 มีรายได้เพิ่มขึ้นในปีที่แจ้งประเมินหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้ต่อไป...ในเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเงินที่โจทก์ให้บริษัททองไทยการทอ จำกัดกู้ยืม และเงินที่ซื้อหุ้นเพิ่มเป็นเงินของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ซึ่งมีมาแต่เดิม และเป็นเงินที่โจทก์หยิบยืมจากบุคคลอื่นในบางส่วนเช่นนี้แล้ว จำนวนเงินที่ปรากฏในการให้กู้ยืมและที่ซื้อหุ้นเพิ่มจึงมิใช่รายได้ของโจทก์ที่ 1 ที่เพิ่มขึ้นในปีที่ให้กู้ยืมหรือปีที่ซื้อหุ้น

เมื่อพิจารณาถึงฐานะของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ซึ่งเป็นภริยาที่มีมาแต่เดิมก่อนปีที่มีการแจ้งประเมินแล้วเห็นได้ว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นภริยามีทรัพย์สินอยู่เกินกว่าที่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจพบ การที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบทรัพย์สินของบุคคลใดในปีใดแล้วถือเอาว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาเสียภาษีนั้นไม่มีบทกฎหมายใดให้ถือเช่นนั้นได้ นอกจากจะมีข้อเท็จจริงให้เห็นได้เช่นนั้น เพราะเงินได้พึงประเมินบางอย่างก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ในเมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาก็ไม่ปรากฏให้เห็นว่าเป็นรายได้มาจากการใดอยู่ในลักษณะที่เป็นเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

คงถือเอาอย่างเดียวว่าเมื่อตรวจพบทรัพย์สินปีใดเท่าใดก็ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินของปีนั้นเท่านั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 นำสืบฟังได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าจำนวนเงินที่เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจพบในแต่ละปีที่แจ้งประเมินนั้น เป็นเงินที่โจทก์ที่ 1 และภริยามีอยู่เดิมและเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมที่มิได้จำหน่ายเพื่อการค้ากำไรเช่นนี้แล้ว จำนวนเงินที่เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจพบจึงมิใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น อันจะนำมาเป็นข้อพิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่าเป็นเงินได้พึงประเมินหรือไม่ เพราะเมื่อจำนวนเงินดังกล่าวมิใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้นเสียแล้ว โจทก์ที่ 1ก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องระบุในแบบรายการเพื่อเสียภาษีเพราะไม่มีบทกฎหมายในเรื่องนี้กำหนดว่าในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีนั้นผู้ยื่นแบบจะต้องระบุรายการว่าตนมีทรัพย์สินอยู่ทั้งหมดเท่าใด

เพราะราษฎรธรรมดาจะมีทรัพย์สินอยู่มากน้อยเพียงใดนั้นไม่มีบทกฎหมายกำหนดให้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 และภริยามิได้มีรายได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนในแต่ละปีภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยอ้าง จึงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่นเจ้าพนักงานของจำเลยจึงไม่อาจประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มโดยอาศัยเหตุดังกล่าวได้ ดังนั้นการแจ้งประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับโจทก์ที่ 1จึงเป็นการมิชอบในเมื่อการประเมินไม่ชอบเสียแล้วก็ไม่มีเหตุที่จะต้องพิจารณาอุทธรณ์ข้ออื่นอีก..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · เดชา สุวรรณโณ · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2513/2541

โจทก์ซื้อที่ดินมาดำเนินการแบ่งแยกโฉนดเป็น 9 โฉนด แล้วปลูกสร้างตึกแถวบนที่ดินที่แบ่งแยก จากนั้นทยอยขายไปจนหมด เช่นนี้เป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์ซื้อที่ดินมาเพื่อมุ่งในทางการค้าหรือหากำไร เข้าลักษณะเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10135/2539

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการประเมินภาษีอากรไม่ชอบด้วยมาตรา49แห่งประมวลรัษฎากรเพราะมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีนั้นแม้จะมิใช่ปัญหาที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 99821)

++ คดีแดงที่ 3802-3803/2534 ++ ++ ++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++ ++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ ++ ++ บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4612/2534

ก. ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีสำหรับปี 2518-2520 ขณะ ที่มีชีวิตอยู่ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2521 เจ้าพนักงานประเมินได้ออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนการเสียภาษีของ ก. ไปยังทายาทของก. เมื่อวันที่ 21 กุม…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 18288)

บทบัญญัติของมาตรา 21 และ 25 แห่งประมวลรัษฎากรอันเป็นบทบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน กฎหมายมิได้กำหนดเป็นเด็ดขาดว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกจะต้องห้ามอุทธรณ์ในทุกกรณี แต่จะต้องห้ามอุทธรณ์ก็ต่อเมื่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้