Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2550 (เลขอ้างอิง 272168)

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่เป็นข้ออ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หรือมีอายุความเกินกว่า 1 ปี ที่โจทก์ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้มีอายุความ 10 ปี จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ก็เป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า ความเสียหายที่เกิดแก่บ้านของโจทก์เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตอกเสาเข็มจึงเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิดซึ่งมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์โจทก์มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนดังกล่าว ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โจทก์ก็ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ การที่โจทก์ยกประเด็นเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงขึ้นฎีกาจึงเป็นการฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ร่วมกันรับผิด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เนื่องจากโจทก์ทิ้งฟ้อง โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกจำเลยในสำนวนคดีหลังว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนคดีแรกว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 3194 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 1042/84 เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านในที่ดินซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 ดำเนินการตอกเสาเข็มเสร็จวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 การตอกเสาเข็มดังกล่าวทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ทรุดได้รับความเสียหายร้าวทั้งหลัง โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ระงับการตอกเสาเข็มเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2539 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 381,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 2 ว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงให้ดำเนินการตอกเสาเข็ม โดยที่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้เลือกหาหรือมีส่วนในการงานที่สั่งให้ทำ และผู้รับเหมาช่วงตอกเสาเข็มเสร็จเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539

โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้าน จำเลยที่ 2 จึงว่าจ้างบริษัทเอกชนให้ดำเนินการตอกเสาเข็ม บริษัทดังกล่าวตอกเสาเข็มเสร็จเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โดยไม่ได้เกิดความเสียหายแก่บ้านของโจทก์แต่อย่างใด หากเกิดความเสียหายจำเลยที่ 2 ก็หาต้องรับผิดชอบไม่ ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกิน 50,000 บาท และคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 125,567 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างโดยว่าจ้างช่วงให้นายประกอบ ตั้งสัจจพงศ์ ตอกเสาเข็ม 8 ต้น ในที่ดินดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า หลังจากบ้านของโจทก์แตกร้าวเสียหายแล้ว จำเลยที่ 1 ตกลงจะซ่อมบ้านของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม ใช้การได้และได้นำช่างไปซ่อมให้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 แต่ยังไม่แล้วเสร็จ การที่จำเลยที่ 1 ไม่ซ่อมบ้านตามที่ได้รับสภาพหนี้กันไว้

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาจากจากจำเลยที่ 1 จึงมีอายุความ 10 ปี เห็นว่า ตามคำฟ้องที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เข้ามาใหม่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2540 โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลย (จำเลยที่ 1) ว่าจ้างช่างผู้รับเหมา (จำเลยที่ 2) ให้ดำเนินการ เจาะอัด ดึง ตอกเสาเข็ม และทำเสาเข็ม เพื่อก่อสร้างบ้านซึ่งอยู่ติดกับบ้านของโจทก์ การตอกเสาเข็มของผู้รับเหมาทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างแรงเป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ร้าวและทรุด การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในมูลละเมิด ซึ่งสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดนั้นมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 คำฟ้องมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่เป็นข้ออ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำการใดอันจะถือว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หรือมีอายุความเกินกว่า 1 ปี แต่อย่างใด

ที่โจทก์ฎีกาว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 รับสภาพหนี้มีอายุความ 10 ปี จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ให้ก็เป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้อีกต่อไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่

โจทก์ฎีกาในทำนองว่า เหตุในคดีนี้เกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดโดยอ้างว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธอ้างว่าเหตุละเมิดเกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2539 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความตามที่กล่าวอ้าง โจทก์นำสืบโดยมีเพียงตัวโจทก์อ้างตนเองเบิกความว่าจำเลยที่ 2 ทำการตอกเสาเข็มเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2539 ใช้เวลาวันเดียวก็ตอกเสร็จ การตอกเสาเข็มดังกล่าวทำให้บ้านของโจทก์เสียหายและโจทก์ทราบเหตุในวันเดียวกัน คำเบิกความของโจทก์ไม่มีข้อเท็จจริงอื่นใดมาสนับสนุนทั้งที่โจทก์เองก็นำสืบอ้างว่า

ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างบ้านของจำเลยที่ 1 ต่อผู้อำนายการกองช่างของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และหลักฐานดังกล่าวยังอยู่ที่เทศบาลนครนครศรีธรรมราช แต่กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำหนังสือคัดค้านการก่อสร้างซึ่งน่าเชื่อว่าโจทก์ทำขึ้นใกล้ชิดกับเวลาเกิดเหตุมาแสดงต่อศาลเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตน ส่วนจำเลยที่ 2 นอกจากจะอ้างตนเองเบิกความยืนยันว่า นายประกอบซึ่งรับจ้างจำเลยที่ 2 ตอกเสาเข็มได้ดำเนินการตอกเสาเข็มในวันที่ 6 มีนาคม 2539 ใช้เวลาตอก 2 วัน จึงแล้วเสร็จ จำเลยที่ 2 ยังมีนายประกอบมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 2 ว่าจ้างนายประกอบตอกเสาเข็มเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2539 ซึ่งข้อเท็จจริงที่นายประกอบเบิกความดังกล่าวโจทก์ก็ไม่ได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น

นอกจากนี้ยังมีหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย ล.10 และบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย ล.11 มาแสดง ซึ่งตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย ล.10 ระบุว่า ทำขึ้นในวันที่ 9 มีนาคม 2539 มีข้อสัญญาเรื่องการจ่ายสินจ้างระบุไว้ในข้อ 2 ความว่า ผู้ว่าจ้างจะจ่ายสินจ้างให้แก่ผู้รับจ้าง 3 งวด งวดที่ 1 จ่าย 200,000 บาท เมื่อผู้รับจ้างตีผังบริเวณก่อสร้างตอกเสาเข็ม ขุดดินผูกเหล็กและเทคอนกรีตฐานรากแล้วเสร็จ ซึ่งข้อสัญญาดังกล่าวสอดคล้องกับข้ออ้างเรื่องวันเวลาที่มีการตอกเสาเข็มของจำเลยที่ 2 และยังสอดคล้องกับรายการโอนเงินตามบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย ล.11 แม้จำเลยที่ 2 จะนำสืบในเรื่องวันเวลาที่มีการตอกเสาเข็มแตกต่างกับที่ให้การไว้ไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เป็นพิรุธ

พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำมาสืบมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า นายประกอบซึ่งรับจ้างจำเลยที่ 2 ตอกเสาเข็มได้ดำเนินการตอกเสาเข็มในวันที่ 6 มีนาคม 2539 และแล้วเสร็จหลังจากนั้น 2 วัน การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 ซึ่งเกินกว่ากำหนด 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ตกลงที่จะซ่อมแซมบ้านให้โจทก์ และจำเลยที่ 2 ได้ซ่อมไปแล้วบางส่วน ถือได้ว่าเป็นการยอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์

อายุความจึงสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ โดยได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องอายุความในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า ความเสียหายที่เกิดแก่บ้านของโจทก์เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตอกเสาเข็มจึงเป็นการฟ้องให้รับผิดในมูลละเมิดซึ่งมีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนดังกล่าว ทั้งเมื่อจำเลยที่ 2 อุทธรณ์โจทก์ก็ไม่ได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์แต่อย่างใด การที่โจทก์ยกประเด็นเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงขึ้นฎีกาจึงเป็นการฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์ · รัตน กองแก้ว · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้