Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2548 (เลขอ้างอิง 271243)

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การกำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่มีกฎหมายจำกัดให้ศาลกำหนดเงื่อนไขได้เฉพาะตามที่คู่ความร้องขอ เมื่อศาลเห็นว่าวิธีการชั่วคราวเดิมก่อให้เกิดปัญหาแก่คู่ความในการปฏิบัติตามคำสั่งของศาล รวมทั้งมีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนทำให้เป็นปัญหาในการพิจารณาเนื้อหาแห่งคดี ศาลชอบที่จะแก้ไขโดยกำหนดวิธีการชั่วคราวใหม่ได้ตามเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่จะชนะคดีต่อไป โดยไม่จำต้องรอให้คู่ความยื่นคำร้องขอเข้ามาอีกหรือต้องทำการไต่สวนใหม่ ส่วนที่ศาลอายัดข้อสันนิษฐานของกฎหมายมากำหนดให้แต่ละฝ่ายต่างเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่ตนมีชื่อเป็นผู้ครอบครองในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่นั้นก็เป็นเพียงการยกเหตุผลประกอบดุลพินิจเพื่อให้เห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะกำหนดเงื่อนไขให้เป็นไปเช่นนั้น มิได้เป็นการชี้ขาดตัดสินคดี จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และที่ศาลกำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาทแทนฝ่ายที่ผิดเงื่อนไขการวางเงินหรือขัดขวางการทำประโยชน์โดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนการมาวางศาล ก็เป็นไปเพื่อให้ข้อกำหนดที่ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำเงินมาวางศาลสัมฤทธิ์ผลอันเป็นประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี จึงเป็นการชอบที่จะกำหนดเงื่อนไขนี้ไว้ได้ คำสั่งของศาลที่กำหนดวิธีการชั่วคราวขึ้นใหม่นี้จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 261 วรรคสามและมาตรา 262 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนที่สอง และจำเลยในสำนวนที่สามว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนผู้ร้องสอดในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนที่สองและเป็นโจทก์ในสำนวนที่สาม เรียกว่า ผู้ร้องสอด

คดีสืบเนื่องมาจากสำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสวนยางพาราเนื้อที่ประมาณ 13,500 ไร่ ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 กรีดยางพาราและทำให้ต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเสียหายขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 4 ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสี่ทำกิจการสวนยางพาราในที่ดินพิพาทโดยบริษัทงานทวีพี่น้อง จำกัด (ผู้ร้องสอด) ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเป็นผู้มอบหมายให้ทำ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าไปประกอบกิจการสวนยางพาราในที่ดินพิพาท หลังจากฟ้องคดีนี้โดยขัดขวางไม่ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารผ่านทางในที่ดินพิพาทเพื่อจะเข้าไปประกอบกิจการสวนยางพาราในที่ดินของจำเลยที่ 4 ซึ่งอยู่นอกที่ดินพิพาท ทำให้จำเลยที่ 4 เสียหาย ขอให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การแก้ฟ้องแย้งต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ครอบครองแทน โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ห้ามกรรมการหรือพนักงานของผู้ร้องสอดเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสวนยางพารา หลังจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฟ้องคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นมา ผู้ร้องสอดจึงขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และหรือส่งมอบที่ดินมือเปล่าให้แก่ผู้ร้องสอด หากไม่ไปจดทะเบียนโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 หากโอนที่ดินพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันใช้ราคาที่ดินและค่าเสียหาย

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดโดยต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า ผู้ร้องสอดนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) รวม 61 แปลง เนื้อที่ 2,152 ไร่ 68 ตารางวา ของนายชัยสิน งานทวี เจ้ามรดกไปจดทะเบียนโอนเป็นของผู้ร้องสอดโดยนายชัยสินไม่รู้เห็นยินยอม ขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดิน 61 แปลง ตามฟ้องระหว่างนายชัยสินผู้ให้สัญญากับผู้ร้องสอดผู้รับสัญญา ให้ผู้ร้องสอดนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของที่ดินจำนวน 61 แปลง ไปให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรายการจดทะเบียนเป็นของนายชัยสิน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้ร้องสอด

ผู้ร้องสอดให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สาม

ผู้ร้องสอดฟ้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินโดยใช้ชื่อนายชัยสินถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทนจำนวน 217 แปลง ต่อมานายชัยสินโอนที่ดินให้ผู้ร้องสอด และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 โจทก์ที่ 3 ผู้ร้องสอดปลูกต้นยางพาราไว้ในที่ดินดังกล่าว โจทก์ที่ 6 กับพวกโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของผู้ร้องสอดและนำน้ำยางพาราของผู้ร้องสอดไปตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2541 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ร้องสอดเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ที่ 6 และบริวารขนย้ายทรัพย์ออกไปและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของผู้ร้องสอด ให้โจทก์ที่ 6 ใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ร้องสอด โจทก์ที่ 6 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ในวันฟ้องสำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน โดยขอให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้อง ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองดูแลทำประโยชน์ที่ดินพิพาท กรีดยางพารา และนำน้ำยางพาราไปขายแก่บุคคลภายนอกได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ว่า ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารและกรีดยางพาราในที่ดินพิพาทจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งวางหลักประกันความเสียหายของจำเลยทั้งสี่จำนวน 3,000,000 บาท จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดยื่นคำขอโดยพลัน ขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องอีกสามฉบับขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาด้วยการห้ามโจทก์ทั้งหกและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องครอบครองที่ดินและอาคารกับห้ามกรีดยางพาราในที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและบัญชีรายรับรายจ่ายในการกรีดยางพาราและการจำหน่ายน้ำยางพารามาวางศาลทุก 10 วัน นับแต่วันมีคำขอ หรือให้มีการประมูลเพื่อประกอบกิจการสวนยางพาราในที่ดินพิพาทในระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 กับผู้ร้องสอด โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและไม่ขอประมูล

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 แก้ไขคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 เป็นว่า ให้ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 4 เข้าไปดูแลบำรุงรักษาต้นยางพาราและกรีดยางพาราในที่ดินพิพาทได้เฉพาะที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 . หรือน.ส. 3 ก) ที่ระบุชื่อผู้ร้องสอด 61 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,100 ไร่ และที่ระบุชื่อจำเลยที่ 4 จำนวน 101 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,200 ไร่ นับแต่วันมีคำสั่ง โดยให้ผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 4 ร่วมกันนำเงินรายได้มาวางศาลเดือนละ 1,500,000 บาท ห้ามโจทก์ทั้งหกและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินส่วนดังกล่าว ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำเงินรายได้มาวางศาลเดือนละ 3,000,000 บาท

การวางเงินให้นำมาวางภายในวันที่ 10 ของเดือนถัดไปทุกเดือนให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายในการดูแลรักษาและกรีดน้ำยางพารานับแต่วันมีคำสั่ง และให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันนำเงินจำนวน 60,000,000 บาท หรือตั๋วเงินที่ออกหรือรับรองโดยธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินตามกฎหมายหรือนำทรัพย์สินอื่นมาวางศาลเป็นประกันการชำระเงินจำนวนดังกล่าวต่อศาลภายใน 60 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งที่คุ้มครองฝ่ายนั้นทั้งหมด คำขออื่นให้ยก ต่อมาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นหลักประกันเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2543 ให้รับที่ดิน 5 แปลง ตามคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2543 เป็นหลักประกันตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และไม่รับหลักประกันที่ดินจำนวน 15 แปลง ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำมาเพื่อวางประกันเพิ่มเติม แต่ให้โอกาสโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เสนอหลักประกันเข้ามาใหม่ในนัดหน้าโดยยังไม่ถือว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ผิดข้อกำหนดตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 วางหลักประกันไม่ครบถ้วนตามกำหนดต้องยกเลิกวิธีการคุ้มครองชั่วคราวของฝ่ายโจทก์และหลักประกันของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ศาลชั้นต้นรับไว้นั้นถูกจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดคัดค้านศาลชั้นต้นจะต้องไต่สวนเสียก่อนมีคำสั่งรับประกัน ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้รับหลักประกันของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอด ให้รับหลักประกันที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นเพิ่มเติม ต่อมาปรากฏว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลในการนำเงินรายได้มาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งลงวันที่ 25 มกราคม 2544 ให้เพิกถอนหมายห้ามชั่วคราวฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2541 ที่ห้ามจำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและเพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทบางส่วน โดยแก้ไขเป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเป็นผู้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหมด ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดนำรายได้จากการกรีดยางพารามาวางศาลเดือนละ 4,500,000 บาท และจัดทำบัญชีรับจ่ายในการดูแลรักษาสวนยางพาราและรายได้จากการกรีดยางพารายื่นต่อศาลทุกวันที่ 10 ของเดือน ให้ฝ่ายโจทก์พร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ครั้นวันที่ 20 เมษายน 2544 จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้หักเงินค่าใช้จ่ายในการทำสวนยางพาราพิพาทจากเงินที่นำมาวางศาลแก่จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและเห็นว่า จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดวางเงินรายได้ไม่ครบ จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 25 มกราคม 2544 และให้นัดพร้อมเพื่อพิจารณาใช้วิธีการชั่วคราวโดยการให้คู่ความประมูลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ให้ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนถึงวันนัดดังกล่าว ในวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความประมูลเข้าทำประโยชน์ คู่ความตกลงกันไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ว่า ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ตนมีชื่อเป็นเจ้าของตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 หรือ น.ส. 3 ก.) เนื้อที่ประมาณ 4,252 ไร่ ส่วนที่เหลือปรากฏชื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าของเนื้อที่ประมาณ 8,700 ไร่ ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เข้าทำประโยชน์ และให้นำรายได้จากการกรีดยางพารามาวางศาลสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 เดือนละ 600,000 บาท

จำเลยที่ 4 กับผู้ร้องสอดเดือนละ 300,000 บาท เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 เป็นต้นไป ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 นำเงินรายได้จากการเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราเนื้อที่ 8,700 ไร่ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 25 มกราคม 2544 เป็นเวลา 25 วัน คิดเป็นเงิน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 กับผู้ร้องสอดนำเงินรายได้จากการทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาททั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 เป็นเวลา 4 เดือน คิดเป็นเงิน 3,600,000 บาท มาวางศาลก่อนเข้าทำประโยชน์ตามคำสั่งนี้พร้อมวางเงินในแต่ละเดือนที่แต่ละฝ่ายต้องนำมาวางศาลล่วงหน้าเท่ากับรายได้ที่กำหนดตามคำสั่งนี้ก่อนเข้าทำประโยชน์ในแต่ละเดือนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามและกระทำการใดอันเป็นการขัดขวางมิให้อีกฝ่ายเข้าทำประโยชน์ ให้คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวของฝ่ายนั้นเป็นอันยกเลิกไปทันที แล้วให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำประโยชน์แทนโดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนมาวางศาล ต่อมาจำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องมีใจความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตัดโค่นต้นยางพาราในที่ดินพิพาทนำไปขายโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้ห้ามโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาท และเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว สำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ขนย้ายทรัพย์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและให้นำเงินที่ได้จากการขายไม้ยางพาราดังกล่าวมาวางศาลกับให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทน

โจทก์ที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตัดโค่นต้นยางพาราเพื่อปลูกต้นยางพาราใหม่ทดแทนและได้รับอนุญาตจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางด้วยวาจาแล้ว และขออนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ต้องนำเงินรายได้มาวางศาลตามคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดคัดค้าน โดยถือว่าฝ่ายโจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ห้ามคู่ความทุกฝ่ายกระทำการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินพิพาทคือที่ดินและต้นยางพาราเสียหายหรือเสื่อมค่า หากฝ่ายใดฝ่าฝืนให้บังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าว และสั่งให้ไต่สวนเรื่องการตัดโค่นต้นยางพาราไปขายเพื่อให้มีการนำเงินที่ได้จากการนั้นมาวางศาล ส่วนการที่ฝ่ายโจทก์ไม่วางเงินเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง แต่พิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จึงให้โอกาสฝ่ายโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งโดยนำเงินรายได้ 600,000 บาท มาวางศาลในวันที่ 8 ตุลาคม 2544 สำหรับการตัดโค่นต้นยางพาราไปขายศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 ให้โจทก์ที่ 4 นำเงินงวดแรกที่ได้จากการตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทไปขายจำนวน 400,000 บาท

มาวางศาลภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ให้ฝ่ายโจทก์เข้าทำประโยชน์ โจทก์ทั้งหกวางเงินรายได้ตามคำสั่งศาล ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2544 แต่ต่อมายื่นคำร้องขอลดเงินรายได้ที่ต้องวางศาลตามที่ศาลเห็นสมควรเนื่องจากรายได้จากการขายน้ำยางพาราลดลงและฝ่ายจำเลยเอาอุปกรณ์การทำสวนยางพาราไปก่อนที่จะฝ่ายโจทก์จะกลับเข้าไปทำประโยชน์ จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดคัดค้าน ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งหก จำเลยที่ 3 ที่ 4 และผู้ร้องสอดยื่นคำร้องมีใจความทำนองเดียวกันว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่นำเงินมาวางศาลภายในกำหนดและไม่นำเงิน 400,000 บาท ที่ได้จากการตัดต้นยางพาราไปขายมาวางศาลตามคำสั่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ขอให้ยกเลิกคำสั่งที่คุ้มครองชั่วคราวสำหรับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ให้โจทก์ทั้งหกขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากสวนยางพาราพิพาท ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทนโดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนมาวางศาล และห้ามโจทก์ทั้งหกกระทำการอันเป็นการรบกวนการเข้าทำประโยชน์ของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอด ศาลชั้นต้นสอบถามแล้ว ทนายโจทก์ที่ 4 แถลงว่า ไม่ได้นำเงินมาวางศาลเพราะโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์คำสั่งและยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งลงวันที่ 27 มีนาคม 2545 ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่วางเงินตามคำสั่งโดยเข้าใจว่ามีสิทธิเนื่องจากรอฟังคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ เป็นการกระทำครั้งแรก

ยังฟังไม่ได้ชัดว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อคำนึงถึงทรัพย์สินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่มากกว่า 8,000 ไร่ เกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมากที่ต้องขนย้าย หากมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง มีเหตุอันควรปรานี จึงให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งนำเงินรายได้ 1,800,000 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 4 นำเงินได้จากการขายไม้ยางพารา 400,000 บาท มาวางศาลภายในวันที่ 10 เมษายน 2545 มิฉะนั้นจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงต่อไป

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์คำสั่งรวม 3 ฉบับ จำเลยทั้งสี่และผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่งรวม 6 ฉบับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งหกฎีการวม 3 ฉบับ จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดฎีการวม 5 ฉบับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดที่ว่าการกำหนดให้ใช้วิธีการชั่วคราวตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ชอบแล้วหรือไม่นั้น คำสั่งดังกล่าวสืบเนื่องมาจากในระหว่างพิจารณาผู้ร้องสอดขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวโดยให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่แต่ละฝ่ายมีชื่อเป็นผู้ครอบครองตามหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 สิงหาคม 2543 แม้ต่อมาจะมีการแก้ไขวิธีการชั่วคราวให้ยกเลิกการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 โดยให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหมดตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 25 มกราคม 2544 และหลังจากนั้นมีการแก้ไขวิธีการชั่วคราวให้ยกเลิกการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งหมดของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดอีกตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 20 เมษายน 2544 ตามที่จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดฎีกา แต่ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นฉบับหลังนี้ได้กำหนดไว้ด้วยว่า ให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทไปพลางก่อนจนถึงวันนัดพร้อมเพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความประมูลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

กรณีเป็นการแก้ไขคำสั่งชั่วคราวโดยยังคงกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวไว้ และมิได้เป็นการยกคำร้องของจำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดที่ให้ใช้วิธีการชั่วคราวดังกล่าวข้างต้น เมื่อถึงวันนัดพร้อมดังกล่าวคู่ความตกลงกันไม่ได้ ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า วิธีการชั่วคราวเดิมนั้นก่อให้เกิดปัญหาแก่คู่ความในการนำเงินมาวางศาล รวมทั้งมีการโต้แย้งกันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนทำให้เป็นปัญหาในการพิจารณาเนื้อหาแห่งคดี จึงมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะแก้ไขโดยกำหนดวิธีการชั่วคราวใหม่ได้ตามที่เห็นสมควรเพื่อประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี ไม่มีบทกฎหมายจำกัดให้กำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวได้เฉพาะตามที่คู่ความร้องขอกรณีเช่นนี้จึงอาจนำวิธีการชั่วคราวตามที่อีกฝ่ายหนึ่งขอมากำหนดไว้ด้วยก็ได้โดยไม่จำต้องรอให้คู่ความยื่นคำร้องขอเข้ามาอีกหรือต้องทำการไต่สวนใหม่

ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายได้สิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามข้อกำหนดในวิธีการชั่วคราวเดิมต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไข วิธีการชั่วคราวใหม่จึงมีเหตุสมควรเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 กำหนดให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดนำเงินจากการเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาทในระหว่างเวลาดังกล่าว จำนวน 3,600,000 บาท มาวางศาลได้ ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขข้อนี้ชอบแล้ว ส่วนที่ศาลชั้นต้นอาศัยข้อสันนิษฐานของกฎหมายมากำหนดให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดอีกฝ่ายหนึ่งต่างเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทที่แต่ละฝ่ายมีชื่อเป็นผู้ครอบครองในหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่นั้น เป็นเพียงการยกเหตุประกอบดุลพินิจในการกำหนดเงื่อนไขข้อนี้เพื่อให้เห็นว่ามีเหตุสมควรที่จะกำหนดเงื่อนไขให้เป็นไปเช่นนั้น

มิได้เป็นการชี้ขาดตัดสินคดี จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและที่ศาลชั้นต้นกำหนดเงื่อนไขในวิธีการชั่วคราวที่แก้ไขใหม่ให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเข้าทำประโยชน์ในสวนยางพาราพิพาทแทนฝ่ายที่ผิดเงื่อนไขการวางเงินหรือขัดขวางการทำประโยชน์โดยไม่ต้องนำรายได้ส่วนที่เข้าทำประโยชน์แทนการมาวางศาล ก็เป็นไปเพื่อให้ข้อกำหนดที่ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายนำเงินมาวางศาลสัมฤทธิ์ผลอันเป็นประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี จึงเป็นการชอบที่จะกำหนดเงื่อนไขนี้ไว้ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 261 วรรคสาม และมาตรา 262 วรรคหนึ่ง แล้ว ในชั้นนี้ไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะกำหนดให้ใช้วิธีการชั่วคราวโดยให้จำเลยที่ 4 และผู้ร้องสอดเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเพียงฝ่ายเดียว..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นินนาท สาครรัตน์ · จรัส พวงมณี · สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้