Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2711/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์จำเลยเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาทที่ทำกันไว้สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์จำเลยตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 152 เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะ โจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมกรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้ โดยโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 โจทก์จำเลยทำสัญญาว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614 จำเลยในราคา180,000 บาท เพื่ออำพรางสัญญาขายฝากที่ดินพิพาท หลังทำสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์จำเลยทำสัญญาให้โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนที่ดินโดยไม่มีกำหนดเวลาในราคา 180,410 บาท ตลอดเวลาที่โจทก์ทำนาในที่ดินพิพาทก็ชำระค่าเช่านาแทนดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝาก ระหว่างปี 2534 ถึงปี 2537โจทก์นำเงิน 180,410 บาท ไม่ชำระให้แก่จำเลยหลายครั้งเพื่อจดทะเบียนคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่จำเลยขอผัดและในที่สุดไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้โจทก์ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่

จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์จำเลยฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมขายฝากจึงตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายต้องบังคับตามนิติกรรมขายฝาก โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และให้จำเลยรับชำระหนี้180,410 บาท จากโจทก์ กับให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ใช่ขายฝาก ในวันทำสัญญาซื้อขายโจทก์ขอต่อมารดาจำเลยว่าหากภายใน 2 ปี โจทก์สามารถจะซื้อที่ดินพิพาทคืนได้ก็ขอให้จำเลยขายคืน

ภายหลังทำสัญญาโจทก์ได้เช่าที่ดินพิพาททำนาและชำระค่าเช่านาให้จำเลยตลอดมา เมื่อพ้นกำหนด 2 ปี โจทก์มาแจ้งว่าไม่สามารถซื้อที่ดินพิพาทคืนได้และขอเช่าต่อ โจทก์ไม่เคยนำเงิน 180,410 บาท มาชำระให้ ทั้งจำเลยไม่เคยผัดผ่อนเหตุที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากที่ดินพิพาทมีราคาเพิ่มขึ้นมาก ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4614ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2529 เป็นโมฆะ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน63,000 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614 ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน โจทก์กู้เงินจากนางแอ๊ว จงจิราวโรจน์ หรือชะนะวานิชย์ มารดาจำเลย หลายครั้งรวมเป็นเงิน 63,000 บาท โจทก์มอบโฉนดที่ดินให้มารดาจำเลยไว้เป็นประกันและชำระดอกเบี้ยบางส่วนคงค้างชำระดอกเบี้ยในปี2528 และ 2529 มารดาจำเลยแจ้งว่าโจทก์ค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 180,410 บาท ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2529โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4614ในราคา 180,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมายล.3 ในวันเดียวกันนั้นโจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทที่บ้านของมารดาจำเลยในราคา 180,410 บาท ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 และ ล.1

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาทำสัญญาขายที่ดินพิพาทหรือขายฝากต่อกัน โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เดิมโจทก์กู้เงินจากมารดาจำเลยแล้วค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ย 180,410 บาท มารดาจำเลยบอกให้โจทก์จดทะเบียนที่ดินเป็นขายฝากไว้กับมารดาจำเลยเพราะจะไม่คิดดอกเบี้ยอีกต่อไป โจทก์ตกลงยินยอมเนื่องจากเกรงว่าไม่สามารถชำระดอกเบี้ยต่อไปได้ แต่เมื่อไปถึงสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีแล้วมารดาจำเลยอ้างว่าหากทำเป็นสัญญาขายที่ดินแทนสัญญาขายฝากแล้วจะเกิดผลดีกว่า ไม่ต้องยุ่งยากมาจดทะเบียนกันอีก และมารดาจำเลยจะออกค่าธรรมเนียมให้ทั้งหมด โจทก์จึงตกลงโดยทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยซึ่งเข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนมารดาจำเลย และได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเมื่อกลับถึงบ้านแล้วมารดาจำเลยเขียนสัญญาขายฝากตามที่ตกลงกัน2 ฉบับ ให้โจทก์ไว้ 1 ฉบับ ตามสัญญาเอกสารหมาย

จ.2 โดยโจทก์มีพระภิกษุสมาน ธรรมจาโร เบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและนางแอ๊วมารดาจำเลยเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์กู้เงินมารดาจำเลยแล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์จึงตกลงจะขายนาให้โดยหักกลบหนี้กันไป หลังจากทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีโดยมารดาจำเลยให้จำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินแล้วได้กลับไปที่บ้านมารดาจำเลย โจทก์จะขอซื้อที่ดินคืนในราคาเดิมมารดาจำเลยตกลงและเป็นผู้เขียนหลักฐานไว้ เห็นว่า มารดาจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญาตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีข้อความว่า "วันที่ 30พฤษภาคม พ.ศ. 2529 นายหล่อ ชื่นชอบ ได้ตกลงขายนาฝากไว้กระนายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ เป็นเนื้อที่ประมาณ 14 ไร่ 2 งานเป็นเงิน (180,410) (หนึ่งแสนแปดหมื่นสี่ร้อยสิบบาท)

มีกำหนด ... ปีข้าพเจ้า นายหล่อ ชื่นชอบ จะนำเงินจำนวนนี้มาถ่ายถอนกลับนายทวีศักดิ์ ชะนะวานิชย์ ถ้านายทวีศักดิ์ขัดขืนให้ฟ้องร้องตามกฎหมาย" สัญญาดังกล่าวนี้มีข้อความชัดเจนว่าโจทก์ตกลงขายฝากที่นาหรือที่ดินพิพาทแก่จำเลยไม่มีข้อความใดที่บ่งบอกว่ามีการซื้อขายที่ดินพิพาทก่อนหน้านั้นแล้วโจทก์จะขอซื้อที่ดินคืนดังที่จำเลยนำสืบแต่อย่างใด ประกอบกับพฤติการณ์ที่มีการทำสัญญาดังกล่าวทันทีทันใดที่กลับจากสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์จำเลยที่แท้จริงว่าต้องการขายฝากที่ดินพิพาทและฝ่ายจำเลยได้สัญญากับโจทก์ว่า หลังจากจดทะเบียนซื้อขายแล้วจะไปทำสัญญาขายฝากต่อกันที่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏในสัญญาเอกสารหมาย

จ.2 หากเป็นเรื่องที่โจทก์ขอซื้อที่ดินคืน มารดาจำเลยก็น่าจะเขียนสัญญาไปตามนั้นไม่มีเหตุผลที่จะเขียนถึงเรื่องขายฝากอีก เพราะที่ดินได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามสัญญาซื้อขายแล้ว พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเจตนาทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญาขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย ล.3 สัญญาขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่งส่วนสัญญาขายฝากที่ถูกอำพรางไว้โดยสัญญาขายก็ตกเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 155 วรรคสอง และมาตรา 152 เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับต่างตกเป็นโมฆะคู่สัญญาคือโจทก์จำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมกรณีต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้

คือโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย จำเลยต้องคืนที่ดินพิพาทให้โจทก์ ปัญหาคงมีว่า โจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลยเท่าใด เห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์จะอ้างว่ากู้เงินจำเลยเพียง 63,000 บาท ค้างชำระดอกเบี้ย90,000 บาท แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบว่าเหตุใดจึงยอมรับตามที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างว่า โจทก์ค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวม180,410 บาท นอกจากนั้นโจทก์ได้ร้องเรียนต่อกรมอัยการกล่าวอ้างว่าโจทก์กู้เงินจำเลย 80,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อเท็จจริงจึงไม่แน่ชัดว่าโจทก์ค้างชำระเงินต้นเท่าใดและดอกเบี้ยเท่าใด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธในยอดหนี้ที่มารดาจำเลยกล่าวอ้างอีกทั้งยอมไถ่ถอนที่ดินพิพาทในราคา 180,410 บาท ตามคำขอท้ายฟ้องต้องถือว่ามีการรับเงินหรือหักกลบลบหนี้กันตามจำนวนดังกล่าวเมื่อสัญญาตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงต้องคืนเงินจำนวน 180,410 บาทแก่จำเลย มิใช่ 63,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแต่เนื่องจากจำเลยฎีกาขอให้โจทก์คืนเงินเพียง 180,000 บาทศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาเกินไปจากคำขอฎีกาของจำเลยได้ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์คืนเงิน 180,000 บาท แก่จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน ปัทมราชวิเชียร · สมชัย เกษชุมพล · สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้