Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2707/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานรับของโจรมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานลักทรัพย์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา334 จำคุก 1 ปี คดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2517 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่เก็บเงินและได้ออกจากงานไปแล้วก่อนเกิดเหตุ ได้ไปเรียกเก็บเงินค่าหนังสือพิมพ์จากลูกค้าของผู้เสียหายโดยจำเลยที่ 1 กรอกข้อความในใบเสร็จรับเงิน และลงชื่อเป็นผู้รับเงิน ลูกค้าของผู้เสียหายหลงเชื่อจึงมอบเงินให้ไป เป็นการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ลูกค้าและผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิเพราะใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานแห่งการระงับซึ่งสิทธิ และเมื่อจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวโดยมอบให้แก่ลูกค้าของผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าและแก้ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2518 เวลากลางวันได้มีคนร้ายลักสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า 2 เล่ม ราคา 10 บาท กระดาษใบสั่งโฆษณา 1 แผ่น ราคา 50 สตางค์ รวมราคา 10.50 บาท ของนายรุ่งโรจน์ขณะอยู่ในความครอบครองของนางมณีไป ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2518เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้า 1 เล่ม ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่ถูกลักไปและสมุดใบเสร็จรับเงิน 2 เล่มใบเสร็จรับเงิน 1 ฉบับเป็นของกลาง ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ดังกล่าวไป หรือมิฉะนั้นระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2518 เวลากลางวันถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2518 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองร่วมกันรับเอาสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้าที่ถูกลักไปไว้ในครอบครองโดยรู้อยู่ว่าเป็นของร้ายที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์และเมื่อระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2518 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2518 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยร่วมกันทำปลอมขึ้นทั้งฉบับ ซึ่งใบเสร็จรับเงินอันเป็นเอกสารสิทธิที่นายรุ่งโรจน์ผู้เสียหายออกให้แก่นางสาวพวงสร้อยและผู้มีชื่อลูกค้าของผู้เสียหายเป็นค่าหนังสือพิทักษ์ประชาซึ่งผู้เสียหายเป็นเจ้าของผู้ดำเนินการทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นใบเสร็จรับเงินของผู้เสียหาย และลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับเงินในช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินของผู้เสียหาย และลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับเงินในช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจและจำเลยร่วมกันนำใบเสร็จรับเงินที่จำเลยร่วมกันทำปลอมขึ้นไปเรียกเก็บเงินจากนางสาวพวงสร้อย และผู้มีชื่อหลายราย และได้นำใบเสร็จรับเงินดังกล่าวออกใช้ให้แก่นางสาวพวงสร้อยและผู้มีชื่อนางสาวพวงสร้อยและผู้มีชื่อหลงเชื่อว่าเป็นใบเสร็จที่แท้จริงของผู้เสียหาย จึงชำระเงินจำนวนตามใบเสร็จให้จำเลยไป การที่จำเลยปลอมขึ้นและนำใบเสร็จปลอมดังกล่าวออกใช้น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายรุ่งโรจน์ นางสาวพวงสร้อย ผู้มีชื่อและประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 335,357, 83 ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาใบสั่งโฆษณาจำนวน 50สตางค์ แก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นเห็นว่า ในความผิดฐานลักทรัพย์ พยานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้ จำเลยที่ 1 ครอบครองสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้าของผู้เสียหายไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดฐานรับของโจร ส่วนจำเลยที่ 2 พยานไม่พอฟังว่าได้ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 รับของโจรด้วย และการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาใบสั่งโฆษณาจำนวน 50 สตางค์ แก่ผู้เสียหาย และคืนสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้าให้แก่ผู้เสียหายของกลางอื่นริบโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่อาจเป็นความผิดฐานรับของโจร แต่ฟังได้ว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 แม้ปัญหาข้อนี้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้บทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามความผิดที่ถูกต้องได้ ในเมื่ออัตราโทษไม่สูงกว่า และศาลอุทธรณ์มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลยและการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265และ 268 พิพากษาแก้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 1 ปี และผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265,268 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1สามปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ข้อหาฐานลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานรับของโจร มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำคุก 1 ปี ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานลักทรัพย์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 1 ปี คดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2517 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนข้อหาฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่เก็บเงินและได้ออกจากงานไปแล้วและหลังออกจากงานจำเลยที่ 1 ได้ไปที่บ้านผู้เสียหายลักเอาสมุดบัญชีรายชื่อลูกค้าที่รับหนังสือพิมพ์ไป 2 เล่ม แล้วซื้อสมุดใบเสร็จรับเงินเอง นำมากรอกข้อความในใบเสร็จรับเงิน และลงชื่อเป็นผู้รับเงินออกให้แก่ลูกค้าของผู้เสียหายรวมทั้งนางสาวพวงสร้อยเพื่อเก็บเงินค่าสมาชิกหนังสือพิทักษ์ประชาและจำเลยที่ 1ได้เรียกเก็บเงินจากนางสาวพวงสร้อยด้วย นางสาวพวงสร้อยหลงเชื่อจึงมอบเงินให้ไป ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้โดยชอบ เป็นการกระทำที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวพวงสร้อยและผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิเพราะใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานแห่งการระงับซึ่งสิทธิ และเมื่อจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารสิทธิปลอมดังกล่าวโดยมอบให้แก่นางสาวพวงสร้อยไว้ จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วยศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุจริต เสถียรกาล · ถนอม ครูไพศาล · แถม ดุลยสุข
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้