Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2548 (เลขอ้างอิง 269590)

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านทรัพย์สิน ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำงานตำแหน่งช่างประจำอาคารและตำแหน่งช่างทั่วไป ต่อมาจำเลยผู้เป็นนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการมายังอาคารสมัยใหม่ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยมีบริษัท อ. ผู้ให้จำเลยเช่าเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สินส่วนกลางที่เป็นโครงสร้างและส่วนสื่อบริการ จำเลยคงรับผิดชอบดูแลอาคารส่วนที่จำเลยเช่าอันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนกลาง จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านระบบรักษาความปลอดภัย ระบบโทรศัพท์ เข้ามาให้บริการดูแลและบำรุงรักษาระบบภายในอาคารที่จำเลยเช่า ต่อมา บริษัท ช. ได้ขายอาคารสำนักงานเดิมของจำเลยให้แก่บุคคลภายนอก จำเลยจึงไม่มีแผนกงานของจำเลยในอาคารสำนักงานเดิม และไม่มีงานด้านช่างและการดูแลอาคารสถานที่ให้โจทก์ทั้งสามทำอีกต่อไป อีกทั้งโจทก์ทั้งสามก็ไม่มีคุณสมบัติและความสามารถที่จะทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูงในอาคารที่ทำการใหม่ของจำเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมีคุณสมบัติที่ดีกว่าพนักงานซึ่งทำงานประจำในแผนกอื่นของจำเลยที่จะย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานแทนพนักงานเหล่านั้นได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากไม่มีงานที่เหมาะสมให้โจทก์ทั้งสามทำดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 441,720 บาท และเงินเพิ่มพิเศษจำนวน 156,077.40 บาท ให้โจทก์ที่ 1 ค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำนวน 538,560 บาท เงินเพิ่มพิเศษจำนวน 161,568 บาท เงินตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเป็นเงิน 26,928 บาท และคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ในอัตราร้อยละ 4 ในส่วนของเงินกู้ที่เหลืออยู่ ให้แก่โจทก์ที่ 2 ค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 1,802,308.20 บาท และค่าเสียหายจากข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจำนวน 245,526 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 3

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 147,240 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงินจำนวน 538,560 บาท แก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยคิดดอกเบี้ยของเงินกู้ในอัตราร้อยละ 4 ต่อปี ที่โจทก์ที่ 2 กู้จากจำเลยในระหว่างเป็นลูกจ้างกับนายจ้างในส่วนของเงินกู้ที่เหลือ และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 334,380 บาท แก่โจทก์ที่ 3 คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด โดยโจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่เลขานุการ โจทก์ที่ 2 ทำหน้าที่ช่างประจำอาคาร โจทก์ที่ 3 ทำหน้าที่พนักงานระดับบริการ ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 บริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด โอนโจทก์ทั้งสามเข้าทำงานกับจำเลยซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านทรัพย์สิน ได้รับเงินเดือนอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 29,448 บาท โจทก์ที่ 2 ทำงานในตำแหน่งช่างประจำอาคารได้รับเงินเดือนอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 26,928 บาท และโจทก์ที่ 3 ทำงานในตำแหน่งช่างทั่วไป

ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,292 บาท ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2546 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมจำเลยมีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 64 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยเช่าจากบริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด (มหาชน) ต่อมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยย้ายสถานประกอบกิจการมาอยู่ที่อาคารเลขที่ 968 ถนนพระราม 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอาคารสมัยใหม่มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยบริษัทเอื้อวัฒนสกุล

จำกัด ผู้ให้จำเลยเช่าเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สินส่วนกลางที่เป็นโครงสร้างและส่วนสื่อบริการ จำเลยคงรับผิดชอบดูแลอาคารส่วนที่จำเลยเช่าอันไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนกลาง จำเลยได้ว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในด้านระบบรักษาความปลอดภัย ระบบโทรศัพท์ คือบริษัทโจนส์ แลงลาซเล แมนเนจเม้นท์ จำกัด เข้ามาให้บริการดูแลและบำรุงรักษาระบบภายในอาคารที่จำเลยเช่า อีกทั้งเมื่อเดือนกันยายน 2545 บริษัทเอช เอส บี ซี โฮลดิ้ง พี แอล ซี จำกัด (มหาชน) ได้ขายอาคารสำนักงานเดิมของจำเลยให้แก่บุคคลภายนอก จำเลยจึงไม่มีแผนกงานของจำเลยในอาคารสำนักงานเดิม เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ทำงานในตำแหน่งผู้ประสานงานด้านทรัพย์สิน ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทำงานตำแหน่งช่างประจำอาคารและตำแหน่งช่างทั่วไป

เมื่อจำเลยย้ายที่ทำการจากอาคารเดิมมายังอาคารใหม่ซึ่งเป็นอาคารสมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยซึ่งเจ้าของอาคารผู้ให้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบในอาคารที่เป็นทรัพย์สินส่วนกลาง สำหรับอาคารส่วนที่จำเลยเช่านั้น จำเลยได้ว่าจ้างผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้บริการแล้ว จำเลยจึงไม่มีงานด้านช่างและการดูแลอาคารสถานที่ให้โจทก์ทั้งสามทำอีกต่อไป อีกทั้งโจทก์ทั้งสามก็ไม่มีคุณสมบัติและความสามารถที่จะทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูงในอาคารที่ทำการใหม่ของจำเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามมีคุณสมบัติที่ดีกว่าพนักงานซึ่งทำงานประจำในแผนกอื่นของจำเลยที่จะย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานแทนพนักงานเหล่านั้นได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเนื่องจากไม่มีงานที่เหมาะสมให้โจทก์ทั้งสามทำดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร

มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและให้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยจะคิดดอกเบี้ยจากโจทก์ที่ 2 ตามสัญญากู้ที่โจทก์ที่ 2 กู้เงินจากจำเลยไปซื้อรถยนต์ในอัตราที่สูงขึ้นกว่าเดิมได้หรือไม่ พิเคราะห์สำเนาสัญญากู้พร้อมคำแปล ข้อ 2 ซี และบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญากู้แล้ว เห็นว่า สัญญากู้ข้อ 2 ระบุว่า "ผู้กู้ตกลงด้วยว่าหากผู้กู้ต้องออกจากการเป็นพนักงานของธนาคารไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามในระหว่างระยะเวลาการกู้เงิน

ธนาคารมีสิทธิกระทำการทั้งปวงหรือกระทำการใด ๆ ดังต่อไปนี้แล้วแต่จะเลือก ... (ซี) เพิ่มอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ดังกล่าวและดอกเบี้ยภายใต้สัญญานี้ พึงต้องชำระตามอัตราที่ธนาคารอาจกำหนดขึ้นแทนอัตราก่อนที่กำหนดไว้" นั้น หมายความว่า หากโจทก์ที่ 2 ผู้กู้ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ จำเลยมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยเพิ่มได้ตามอัตราท้องตลาด (อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยคิดจากลูกค้าทั่วไป) ดังนี้ เมื่อโจทก์ที่ 2 ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ที่ 2 กู้จากจำเลยในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับลูกค้าทั่วไปนับตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 2 ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ที่โจทก์ที่ 2 กู้จากจำเลยไม่ได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ชวลิต ยอดเณร · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 714141)

หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 721948)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 705285)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 717471)

การเลิกจ้างด้วยเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการของนายจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2567

กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 เป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้