Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2694/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ศาลจะให้ โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามิได้ระบุให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งฉบับในหนังสือพิมพ์การที่จำเลยโฆษณาคำพิพากษาแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์โดยมีข้อความว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองและคดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ตรงตามคำพิพากษาแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 83,91 และ 332(2) และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจัดให้มีการโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์รายวันจำหน่ายทั่วราชอาณาจักรอันได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน สยามรัฐและฐานเศรษฐกิจมีกำหนด 10 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายทั้งปวงเพื่อการนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 328 รวม 2 กรรมจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 1 เดือน และปรับกระทงละ 1,500 บาทรวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 1,500 บาท รวมปรับ3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 กับให้จำเลยทั้งสองจัดให้มีการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันไทยรัฐ สยามรัฐและฐานเศรษฐกิจมีกำหนด 7 วันติดต่อกัน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายทั้งปวงเพื่อการนี้ โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 83, 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษา จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ส่วนการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จำเลยแถลงว่า สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไม่มีนโยบายลงพิมพ์โฆษณาคำพิพากษาในขณะนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ถือได้ว่าเป็นการโฆษณาคำพิพากษาแล้วส่วนการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไม่ได้ถือเป็นกรณีพ้นวิสัยเมื่อจำเลยไม่อาจโฆษณาคำพิพากษาได้ จำเลยจึงไม่จำต้องโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐอีกโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า

การโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการพ้นวิสัยให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไปโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหรือไม่ ศาลฎีกาพิเคราะห์หนังสือของสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเลขที่ อ.066/2537 ลงวันที่ 19 กันยายน 2537ที่แจ้งไปถึงจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า ตามหนังสือดังกล่าวมิได้ปฏิเสธว่าลงโฆษณาให้ไม่ได้ เพียงแต่ว่าจะลงในปี 2538 ไม่ได้เนื่องจากเนื้อที่ในการลงโฆษณาได้เปิดจำหน่ายล่วงหน้าให้แก่บุคคลภายนอกไปจนหมดแล้วจนถึงปีหน้า ซึ่งหมายถึงปี 2538ถูกบุคคลภายนอกจองเนื้อที่โฆษณาไปแล้ว

การจะลงโฆษณาช้าหรือเร็วมิใช่ประเด็นสำคัญยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้และโจทก์ทั้งสองก็ประสงค์ที่จะให้ลงโฆษณาตลอดเวลา ขอแต่ให้จำเลยทั้งสองแสดงเจตนาด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยมีการส่งคำพิพากษาไปให้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงให้ก่อน ถ้าหากได้รับการปฏิเสธจึงค่อยถือว่าไม่อาจดำเนินการลงโฆษณาได้ เพราะเป็นการพ้นวิสัย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังมิได้ส่งคำพิพากษาไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการพ้นวิสัยตามที่จำเลยที่ 2ฎีกา ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองย่อคำพิพากษาแล้วนำไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์สยามรัฐโดยเอาข้อความที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีไปลงเพียง 4 ถึง 5บรรทัด แต่ไม่ได้มีการลงโฆษณาคำพิพากษาทั้งฉบับเป็นการไม่ชอบนั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ได้บัญญัติไว้ว่าในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดศาลอาจสั่ง (1) ให้ยึดและทำลายวัตถุหรือส่วนของวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาท (2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้มีชำระค่าโฆษณา

จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าศาลจะให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามิได้ระบุให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งฉบับปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองมิได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาแต่บางส่วนโดยมีข้อความว่า จำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งสองและคดีถึงที่สุดแล้วโดยศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องก็เป็นการฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองได้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์สยามรัฐแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2567

ป.อ. มาตรา 332 (2) เป็นบทกฎหมายที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้เองตามความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ และคำว่า "หนังสือพิมพ์" ย่อมปริวรรตไปตามยุ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2137/2557

ป.อ. มาตรา 332 (2) ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเท่านั้น มิได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำขออภัยโจทก์จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 2 นอกเหนือจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785/2545

ในทางพิจารณาของโจทก์และจำเลยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยถูกจับกุมสอบสวนหรือดำเนินคดี ฉะนั้น การพาดหัวข่าวทางหนังสือพิมพ์ ด. รายสัปดาห์ ในหน้าแรกพร้อมภาพใบหน้าของโจทก์มีข้อความว่า "ลับ ชี้สำนวนความผิดจับ "ธ"(ซึ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2414/2530

จำเลยทั้งสองมีจดหมายแจ้งไปถึงเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนฮังการี เพื่อขอความร่วมมือจากสมาชิกคนหนึ่งในสมาคมจำเลยที่ 1 ให้ยกเลิกการสั่งจองห้องพักที่ทำไว้กับโจทก์ที่ 1มีข้อความว่า "...เมื่อเร็ว ๆ นี้ทาง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2529 (เลขอ้างอิง 904)

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่2และที่3โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่2และที่3ได้กระทำความผิดร่วมกับจำเลยที่1และที่4จึงลงโทษจำเลยที่2และที่3ไม่ได้โจทก์จึงต้องห้ามมิให…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้