Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 อสังหาริมทรัพย์จะตกอยู่ในภารจำยอมก็ต้องเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่นกรณีการใช้ทางในที่ดินของบุคคลหนึ่งจะตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความก็ต้องเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของบุคคลอื่นเท่านั้นไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตัวบ้านซึ่งเจ้าของบ้านอาศัยสิทธิปลูกอยู่บนที่ดินของบุคคลดังกล่าว โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของโจทก์ที่ 1 ใกล้กับบ้านโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินที่บ้านตั้งอยู่จึงไม่อาจอ้างการได้สิทธิทางภารจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม โจทก์ที่ 1 และบริวารย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาทตลอดเวลา หากจำเลยปิดประตูเหล็กตาข่ายไว้สองบานหรือบานใดบานหนึ่ง ย่อมเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอม ลดไปหรือเสื่อมความสะดวก จำเลยย่อมไม่มีสิทธิทำเช่นนั้น

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29447 ซึ่งตั้งอยู่ในซอยริมคลองป่าเหล้าตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 18/6 ซอยริมคลองป่าเหล้า ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งปลูกในที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสองตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวไม่น้อยกว่า 25 ปี ที่ดินตั้งบ้านของโจทก์ทั้งสองล้อมรอบด้วยที่ดินแปลงอื่น ไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ ทางสาธารณะที่ใกล้ที่สุดอยู่ทางทิศตะวันออกติดที่ดินของจำเลยว่างประมาณ 4 เมตรยาวประมาณ 25 เมตร เป็นทางเดินและทางรถยนต์เข้าออกสู่ถนนสาธารณะตลอดมาไม่น้อยกว่า 25 ปี

เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2534จำเลยได้ปิดกั้นทางเดินรถยนต์เข้าออก ขอให้พิพากษาว่าทางเดินตามแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 3 เป็นทางภารจำยอมและให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมในโฉนดที่ดินเลขที่ 29444 และ 29445 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ถ้าจำเลยไม่ปฎิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้บังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางออกไปจาก ที่พิพาท ห้ามมิให้จำเลยและบริวารขัดขวาง การใช้ทางพิพาทของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปิดกั้นทางออกก็ให้โจทก์ทั้งสองหรือตัวแทนของโจทก์ทั้งสองมีอำนาจรื้อถอนรั้วและสิ่งปิดกั้นดังกล่าวได้โดย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารขัดขวางจำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ติดที่ดินของจำเลยโดยอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลย

โจทก์ทั้งสองเดินผ่านที่ดินของจำเลยและของนางเจือเพื่อออกสู่ทางสาธารณะโดยจำเลยและนางเจือ อนุญาตให้เดินผ่านได้ ทางที่โจทก์ทั้งสองเดินผ่านนั้นเป็นทางส่วนบุคคลที่นางเจือและจำเลยสงวนสิทธิไว้มิให้บุคคลภายนอกเข้ามาในที่ดินของจำเลย โดยการทำประตูรั้วเปิดปิดโจทก์ทั้งสองใช้เส้นทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะโจทก์ทั้งสองให้ทางเดินออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยไม่ถึง 10 ปี จึงไม่เป็นทางภารจำยอม และไม่ได้เป็นการเข้าออกโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ การเข้าออกโจทก์ทั้งสองต้องขออนุญาตจากจำเลย โจทก์ทั้งสองรบกวนการครอบครอง ที่ดินของจำเลยและมีเรื่องโต้เถียงกรรมสิทธิ์ที่ดินกับจำเลย จำเลยจึงต้องปิดประตูรั้วบ้านเพื่อมิให้คนและรถเข้าออกในยามวิกาลศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 29444 และ 29444 ตำบลนา (ตำบลในเมือง)

อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ถ้าจำเลยไม่จดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นออกไปจากที่พิพาท สำหรับประตูรั้วนั้นให้จำเลยเปิดให้โจทก์ทั้งสองใช้รถยนต์เข้าออกได้ตามปกติและให้ปิดไว้เมื่อไม่ได้ใช้ประตูดังกล่าวแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ปัญหาประการต่อไปว่า ทางพิพาทเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินโจทก์หรือไม่ และมีความกว้างเท่าใดข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบตรงกันและมิได้ฎีกาโต้เถียงกันว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 2ที่ดินโฉนดเลขที่ 19447 เอกสารหมาย จ.1 ของโจทก์ที่ 1 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 29445 และ 29444 เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2จำเลย เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกันเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเพิ่ม หนูนิล ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยและโจทก์ที่ 2 ต่อมานายเพิ่ม ได้แบ่งแยกให้แก่โจทก์ที่ 1 และจำเลย ที่ดินของโจทก์ที่ 1 กับจำเลยอยู่ติดกันโดยที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ทิศตะวันตกของที่ดินของจำเลยที่ดินของโจทก์ที่ 1 อยู่ด้านในขณะที่นายเพิ่มยกที่ดินดังกล่าวให้นั้นได้สั่งไว้ให้เว้นเป็นทางเดินเข้าออกแก่ที่ดินที่อยู่ด้านใน ซึ่งในเวลาต่อมาจำเลยก็ได้เว้นทางเดินให้กว้าง 1 เมตร และโจทก์ทั้งสองได้ใช้ทางเดินจากที่ดินโจทก์ที่ 1 ออกสู่ถนนสาธารณะโดยผ่านที่ดินของจำเลยเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะโดยผ่านที่ดินของจำเลยนั้นเป็นการถือวิสาสะในระหว่างพี่น้องด้วยกัน หรือได้รับอนุญาตจากจำเลยหรือไม่จำเลยเบิกความว่า ได้ให้โจทก์ทั้งสองใช้ทางพิพาทกว้าง 1 เมตรโดยทำตามคำสั่งของนายเพิ่มแต่จำเลยก็ยังสงวนสิทธิ์ด้วยการทำประตูรั้วตาข่าย 2 บาน บานเล็กกว้างประมาณ 1 เมตร จะเปิดให้พี่น้องที่มีที่ดินอยู่ด้านในรวมทั้งโจทก์ทั้งสองใช้เดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้ โดยมอบกุญแจให้แก่โจทก์เปิดเฉพาะประตูบานเล็ก 1 ดอก ส่วนประตูบานใหญ่จะปิดไว้และจะเปิดเมื่อจำเลยนำรถเข้าออกเท่านั้น จากคำเบิกความของจำเลยที่ว่าได้เว้นเป็นทางเดินกว้าง 1 เมตร ให้แก่ที่ดินที่อยู่ด้านในรวมทั้งโจทก์ทั้งสองใช้เดินเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตามเจตนาของนายเพิ่มเจ้าของที่ดินเดิมเมื่อพิเคราะห์ประกอบกับพฤติการณ์ตามความเป็นจริงที่จำเลยปล่อยให้โจทก์ทั้งสองและพี่น้องที่อยู่ด้านในได้ใช้ทางเดินดังกล่าวมาเป็นเวลาช้านานกว่า 10 ปีแล้ว ที่จำเลยนำสืบว่าโจทก์ทั้งสองต้องมาขออนุญาตจากจำเลยนั้น

เห็นว่าจำเลยนำสืบอ้างเพียงลอย ๆ ว่า โจทก์ทั้งสองขออนุญาตจากจำเลยและมิใช่เป็นการใช้โดยถือวิสาสะแต่โจทก์ทั้งสองใช้ทางดังกล่าวอย่างทางภารจำยอมและได้ตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความแล้ว แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1387 อสังหาริมทรัพย์จะตกอยู่ในภารจำยอมก็ต้องเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น กรณีการใช้ทางในที่ดินของบุคคลหนึ่งจะตกเป็นทางภารจำยอมโดยอายุความก็ต้องเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของบุคคลอื่นเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตัวบ้านซึ่งเจ้าของบ้านอาศัยสิทธิปลูกอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่นดังกล่าวดังนั้นโจทก์ที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของบ้านเลขที่18/6 แต่มิได้เป็นเจ้าของที่ดินที่บ้านดังกล่าวตั้งอยู่จึงไม่อาจอ้างการได้สิทธิทางภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 เพราะเป็นการใช้ทางภารจำยอมโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29447 ที่โจทก์ที่ 2 ปลูกบ้านอยู่

โจทก์ที่ 2ไม่อาจอ้างว่าที่ดินของจำเลยตกเป็นทางภารจำยอมแก่บ้านของโจทก์ที่ 2 ได้ ทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ในฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เข้าสู่สำนวนโดยถูกต้องตามวิธีพิจารณาแม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)ส่วนที่จำเลยฎีกาในประการสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยเปิดทางให้โจทก์ใช้รถยนต์เข้าออกได้ตามปกติและปิดไว้เมื่อไม่ใช้เป็นการเพิ่มภาระแก่ภารจำยอมและพิพากษาเกินไปกว่าประเด็นข้อพิพาทนั้น

เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม ซึ่งโจทก์ทั้งสองมีสิทธิใช้ได้แล้ว โจทก์ที่ 1 และบริวารย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาทตลอดเวลา หากจำเลยปิดประตูเหล็กตาข่ายไว้สองบานหรือบนใดบานหนึ่งตามภาพถ่ายหมาย จ.2 ภาพล่าง ย่อมเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก จำเลยย่อมไม่มีสิทธิทำเช่นนั้นได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาบังคับให้จำเลยปิดเปิดประตูเหล็กตาข่ายดังกล่าว จึงไม่จำเป็นและเป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 29444 และ 29445ตำบลนา (ตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ของจำเลยในส่วนทางพิพาทตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 กว้างประมาณ 3 เมตร ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 29447 ตำบลนา (ตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ของโจทก์ที่ 1และให้จำเลยไปขอจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าว หากจำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าว ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามมิให้จำเลยและบริวารขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ที่ 1 และบริวาร และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปิดกั้นออกไปจากทางภารจำยอม ให้ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่บังคับให้จำเลยเปิดและปิดประตูรั้วนั้นเสียและให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต · อากาศ บำรุงชีพ · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้