Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2686/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหาร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้" เห็นได้ว่า สำหรับกรณีที่ส่วนราชการเป็นส่วนราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดย่อมมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการดังกล่าวไปปฏิบัติราชการยังส่วนราชการต่าง ๆ ในเขตจังหวัดนั้นได้ เพราะเป็นการใช้อำนาจในทางบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงมีอำนาจสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายบริหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติราชการยังโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีในเขตจังหวัดปทุมธานีได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองได้ส่งเรื่องที่คณะกรรมการและประเมินผลมีมติให้โจทก์ซึ่งปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วกลับไปปฏิบัติราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีเพื่อพิจารณาสั่ง จึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 326 และ 328

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบด้วยมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท เมื่อได้คำนึงถึงอายุและประวัติการรับราชการของจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ระดับ 9 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่บุคลากร ระดับ 6 ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เห็นควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 2 ปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า จำเลยทั้งสองมีเจตนาหน่วงเหนี่ยวการแต่งตั้งไม่ให้โจทก์ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 อันเป็นการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ ดังนี้ การสั่งให้โจทก์ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาหรือผู้อำนวยการ ณ ที่ใดเป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่จะเป็นผู้สั่ง จึงเป็นช่วงเวลาระหว่างที่โจทก์จะต้องรอคำสั่งของปลัดกระทรวงสาธารณสุขว่าจะสั่งการอย่างใด ซึ่งเป็นกรณีมีคำสั่งย้ายโจทก์ แต่กรณีที่จำเลยทั้งสองมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีให้โจทก์กลับไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาตามหนังสือขอย้ายของโจทก์เป็นการแก้ปัญหาให้โจทก์ตามความประสงค์ของโจทก์เองในระหว่างรอคำสั่งจริงของปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพราะตำแหน่งของโจทก์คือตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาอยู่แล้ว

เพียงแต่มาช่วยราชการที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี การจะให้กลับไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาอีกจึงมิใช่การสั่งย้ายซึ่งอยู่ในอำนาจสั่งการของปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 แต่เป็นเพียงการสั่งให้ไปปฏิบัติราชการซึ่งเป็นอำนาจสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 ในเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ตีความเรื่องอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดย่อมมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการดังกล่าวไปปฏิบัติราชการยังส่วนราชการต่าง

ๆ ในเขตจังหวัดนั้นได้เพราะเป็นการใช้อำนาจบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จำเลยทั้งสองได้ดำเนินการไปโดยชอบด้วยกฎหมายตามความประสงค์ของโจทก์ มิได้เจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เหตุที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการใด ๆ หลังจากนายอารีย์ส่งเรื่องคืนแล้วเป็นเพราะขณะที่มีปัญหาผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีไม่ลงนามในหนังสืออนุมัติให้โจทก์กลับไปปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลำลูกกานั้น จำเลยที่ 1 ต้องย้ายไปรับราชการที่จังหวัดนครนายก การไม่ได้ดำเนินการใด ๆ

หลังจากนายอารีย์ส่งเรื่องคืนจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 1 มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย แต่เป็นหน้าที่ของนายแพทย์อำนวย นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีคนใหม่ที่มาดำรงตำแหน่งแทนจำเลยที่ 1 ที่จะต้องดำเนินการต่อไป หลังจากนายแพทย์อำนวยมารับหน้าที่แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็นำเรื่องของโจทก์เข้าหารือกับนายแพทย์อำนวย แต่นายแพทย์อำนวยมิได้ให้ความเห็นใดแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเก็บเรื่องรอไว้เพราะไม่ทราบว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร จนกระทั่งมีการคัดค้านการที่โจทก์จะกลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาและคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลมีมติไม่ให้โจทก์กลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา จำเลยที่ 2 จึงยุติไม่ดำเนินการเรื่องที่โจทก์ประสงค์จะขอย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาอีก

จำเลยทั้งสองมิได้มีสาเหตุโกรธเคืองกับโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งสองจะกลั่นแกล้งโจทก์เพื่อให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา ต่อมาโจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้ว อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี จากนั้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ได้มีการประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผล ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี โดยจำเลยที่ 1 เป็นประธานในที่ประชุม ที่ประชุมคณะกรรมการดังกล่าวมีมติให้โจทก์กลับไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา ซึ่งมติที่ประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมในวาระการพิจารณาสถานที่ปฏิบัติงานของโจทก์ว่าจะให้โจทก์ไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาหรือที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วตามที่โจทก์ขอในบันทึกของโจทก์

มติที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลที่ให้โจทก์ซึ่งปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วกลับไปปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลลำลูกกาซึ่งโจทก์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาอยู่ดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งให้ย้ายโจทก์ไปที่ใดที่หนึ่งภายในจังหวัดปทุมธานี แต่เป็นคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการที่ใดที่หนึ่งภายในจังหวัดปทุมธานี การออกคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการในกรณีเช่นนี้จึงมิต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการย้ายข้าราชการระดับ 8 ภายในจังหวัดของหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการย้าย การโอน การให้ปฏิบัติราชการ และการยืมตัวข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2537 ที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีต้องเสนอเรื่องขอย้ายตามความเห็นของคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการ แล้วให้จังหวัดเสนอเรื่องไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขพร้อมทั้งแนบใบขอย้ายเพื่อให้กองการเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอปลัดกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาอนุมัติพร้อมลงนามคำสั่ง

สำหรับการออกคำสั่งให้โจทก์ไปปฏิบัติราชการที่ใดที่หนึ่งภายในจังหวัดปทุมธานี มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในจังหวัดหนึ่งให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งเป็นผู้รับนโยบายและคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติการให้เหมาะสมกับท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในราชการส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดและรับผิดชอบในราชการจังหวัดและอำเภอ และจะให้มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้"

จากบทบัญญัติมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว เห็นได้ว่า สำหรับกรณีที่ส่วนราชการเป็นราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดย่อมมีอำนาจสั่งให้ข้าราชการฝ่ายบริหารของส่วนราชการดังกล่าวไปปฏิบัติราชการยังส่วนราชการต่าง ๆ ในเขตจังหวัดนั้นได้เพราะเป็นการใช้อำนาจในทางบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การบริหารราชการในส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัดดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีจึงมีอำนาจสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายบริหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นราชการส่วนภูมิภาคไปปฏิบัติราชการยังโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่งในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานีในเขตจังหวัดปทุมธานีได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง

แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่จำเลยทั้งสองได้ส่งเรื่องที่คณะกรรมการวางแผนและประเมินผลมีมติให้โจทก์กลับไปปฏิบัติราชการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีเพื่อพิจารณาสั่งก็เป็นการปฏิบัติทำนองเดียวกับที่จำเลยทั้งสองเคยทำบันทึกเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีให้มีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลลาดหลุมแก้วตามที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 54 วรรคหนึ่งแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดยังไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ว่า

จำเลยทั้งสองมีเจตนาหน่วงเหนี่ยวการแต่งตั้งไม่ให้โจทก์ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำลูกกาตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวางแผนและประเมินผลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 อันเป็นการที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมาเสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ?? ?? ?? ??

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปริญญา ดีผดุง · สมชาย สินเกษม · สู่บุญ วุฒิวงศ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายอำนวย หมวดเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางกฤษณี เยพิทักษ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2516/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1715/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2791/2545
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้