Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2547 (เลขอ้างอิง 267700)

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปปฏิบัติงานที่สาขาโพนพิสัย จำเลยได้เสนอทางเลือกให้โจทก์ทั้งสี่ก่อนแล้วคือให้ไปทำงานกับบริษัทที่รับซื้อกิจการและรับโอนพนักงานของจำเลยที่กรุงเทพมหานครทั้งหมดโดยให้โจทก์ได้รับตำแหน่งเดิม รายได้เท่าเดิม และปฏิบัติงานอยู่สถานที่เดิม หรือย้ายไปประจำที่สาขาโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นกิจการเพียงแห่งเดียวของจำเลยที่เหลืออยู่ หรือลาออกจากบริษัทจำเลย แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่เลือกทางใดทางหนึ่ง จำเลยจึงมีความจำเป็นต้องสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยในตำแหน่งเดิม อัตราเงินเดือนเดิม คำสั่งของจำเลยดังกล่าวมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือแกล้งโจทก์ทั้งสี่ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยอมไปทำงานตามคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (5) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคท้าย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 17,782 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 11,750 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 8,930 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 12,847 บาท และคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 133,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 57,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 49,200 บาท และจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 7,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 340,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 105,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 171,000 บาท และโจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่สำนวนจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 17,782 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 11,750 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 8,930 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 12,847 บาท และคืนเงินประกันความเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 7,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (8 เมษยน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 113,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 57,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 49,200 บาท และจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 7,860 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่สำนวนว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าและค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะออกคำสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยนั้น จำเลยได้เสนอทางเลือกให้โจทก์ทั้งสี่เลือกก่อนแล้ว โดยทางเลือกตามหนังสือเสนอทางเลือก คือ หนึ่ง ไปทำงานกับบริษัทชาร์ค จำกัด ในตำแหน่งเดิม รายได้เท่าเดิมและปฏิบัติงานอยู่ที่สถานที่เดิม ทั้งจะได้อายุงานเพิ่มขึ้นอีก 1 ถึง 3 ปี นับแต่วันที่ได้เข้าทำงานกับบริษัทชาร์ค

จำกัด ทั้งนี้แล้วแต่อายุงานที่ทำมากับจำเลย สอง ย้ายไปประจำที่สาขาของจำเลยที่อำเภอโพนพิสัยจังหวัดหนองคาย ในตำแหน่งเดิมและรายได้เท่าเดิม และสาม ลาออก แต่โจทก์ทั้งสี่ไม่เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ดังนี้จำเลยในฐานะเจ้าของกิจการจำแป็นต้องใช้อำนาจในการบริหารจัดการสั่งให้โจทก์ทั้งสี่ไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัย ซึ่งเป็นกิจการเดียวที่จำเลยยังคงมีอยู่และเป็นงานที่อยู่ในระยะเริ่มดำเนินการ จำเป็นต้องมีพนักงานทำงานทั้งเป็นการทำงานในตำแหน่งเดิมและอัตราเงินเดือนเดิม เนื่องจากจำเลยไม่มีงานที่สำนักงานใหญ่ให้โจทก์ทั้งสี่ทำ แม้สาขาดังกล่าวจะอยู่ถึงจังหวัดหนองคายก็ตาม คำสั่งของจำเลยมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสี่ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม

เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่ยอมไปทำงานที่สาขาอำเภอโพนพิสัยตามคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคท้าย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสี่จงใจให้จำเลยได้รับความเสียหาย และโจทก์ทั้งสี่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสี่เกี่ยวกับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · อรพินท์ เศรษฐมานิต · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้