Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 267368)

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หนังสือมอบอำนาจโจทก์ที่ให้ ส. ฟ้องคดีแทนมิได้ระบุว่ายื่นฟ้องใครและข้อหาอะไร เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดเจนแล้วว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแทนและยังแนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องจำเลยทั้งสามด้วยข้อหาอะไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีต้องระบุรายละเอียดว่ามอบอำนาจให้ฟ้องใคร ข้อหาอะไร หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกเพิงที่พักลงบนที่ดินพิพาทเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2537 และจำเลยที่ 1 นำหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจและต่อสู้คดีแสดงว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 3 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการบุกรุกที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2537 แล้ว เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 28 เมษายน 2538 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสามว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 162 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2537 จำเลยทั้งสามและบริวารได้ใช้รถไถทำการปรับสภาพที่ดินโจทก์ด้านทิศเหนือแล้วปลูกโรงเรือนขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 200 ตารางวา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากนำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 500 บาท หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีสำนวนแรกแล้ว จำเลยทั้งสามและบริวารได้เข้ามาปลูกต้นไผ่และทำการปรับสภาพที่ดินของโจทก์เพิ่มเติมอีกคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

หากนำที่ดินออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 5,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนโรงเรือนพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์และทำการปรับสภาพที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิมและห้ามจำเลยทั้งสามพร้อมบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในสำนวนแรกเดือนละ 500 บาท ในสำนวนที่สองเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามในทั้งสองสำนวนให้การเป็นใจความว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์สำนวนที่สองมิได้ระบุให้นายสกล ดาวกระจาย ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

เลขที่ 162 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี แต่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของได้รับโอนมาจากนางชื่น เกสร ประมาณ 26 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ครอบครองทำประโยชน์มาโดยตลอดหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์ออกปี 2520 ทับที่ดินจำเลยที่ 1

โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับเอกสารสิทธิดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเกินกว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายวัสดุสิ่งของออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ ทำการปรับสภาพที่ดินพิพาทของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม กับห้ามจำเลยทั้งสามและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินสำนวนละ เดือนละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนโรงเรือนและขนย้ายวัสดุสิ่งของพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สำนวนละ 3,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสกล ดาวกระจาย ฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 และ จ.13 ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 162 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน มีชื่อนายอนันต์ กิตติปรีดา สามีโจทก์เป็นเจ้าของต่อมาสามีโจทก์ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยเป็นสามีภริยากัน ในปี 2520 จำเลยที่ 1 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ จำเลยที่ 2 จึงได้จำเลยที่ 3 เป็นสามีแต่เลิกร้างกันไป เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รถไถดินเข้าไปปรับสภาพที่ดินพิพาทแล้วปลูกเพิงที่พักลงบนที่ดินพิพาท โจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีข้อหาบุกรุก จากนั้นจำเลยที่ 1 นำหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจและต่อสู้คดีตลอดมา

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาเฉพาะในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามและระยะเวลาการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ไว้พิจารณา ส่วนประเด็นข้ออื่นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับ ดังนั้นปัญหาที่ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีเพียง 2 ประการ ประการแรกคือ เรื่องอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม ข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจมิได้ระบุให้นายสกล

ดาวกระจาย เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสามหรือบุคคลใด และฟ้องในข้อหาอะไรเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.13 ทั้งสองสำนวนที่ให้นายสกลฟ้องคดีแทนโดยมิได้ระบุว่ายื่นฟ้องใครและข้อหาอะไร เกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายไว้ชัดเจนทั้งสองสำนวนแล้วว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสกลฟ้องคดีแทนและยังแนบสำนวนหนังสือมอบอำนาจมาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสกลฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ด้วย ข้อหาอะไร

เกี่ยวกับเรื่องอะไร กรณีหาได้มีบทกฎหมายใดบังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีต้องระบุรายละเอียดว่า มอบอำนาจให้ฟ้องใคร ข้อหาอะไร ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างมาไม่ หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่ให้นายสกลฟ้องคดีแทนจึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์จริงตามฟ้อง และประเด็นดังกล่าวต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในข้อเท็จจริง

ดังนั้นจึงต้องฟังเป็นยุติว่าเป็นที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปลูกเพิงที่พักลงบนที่ดินพิพาทเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2537 และจำเลยที่ 1 นำหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินไปแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจและต่อสู้คดีแสดงว่า จำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 3 ด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการบุกรุกที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2537 แล้วดังที่โจทก์ฟ้องและนำสืบมา เมื่อนับตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสามบุกรุกอันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ถึงวันฟ้องคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 และวันที่ 28 เมษายน 2538 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล · เรวัตร อิศราภรณ์ · ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้