Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2673/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 มุ่งบัญญัติถึงสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งได้มีการออกโฉนดเป็นกรรมสิทธิแก่ผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว หนังสือรับรองการทำประโยชน์หาใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินทางทะเบียนดังเช่นโฉนดที่ดินไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้เป็นฝ่ายครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาท แม้จะอ้างว่าได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่พิพาทมาก็ตาม จะใช้ยันกับโจทก์ซึ่งได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทตลอดมาหาได้ไม่เมื่อปรากฏแก่ศาลฎีกาว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ได้พิพากษาให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2515 นั้นผิดพลาดไป เพราะวันที่แท้จริงนั้นเป็นวันที่ 18 มิถุนายน 2516 ศาลฎีกาก็ชอบที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้เสียให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 143 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. 2497 โจทก์ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินรกร้างว่างเปล่า 1 แปลง ในปี พ.ศ. 2509 หรือ 2510 จำเลยที่ 2 ได้มาขอให้โจทก์ลงชื่อรับรองเขตที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกซึ่งอยู่ติดต่อกับที่ดินสงวนของกรมทางหลวงแผ่นดิน โดยอ้างว่ากรมทางหลวงแผ่นดินไม่สงวนที่ดินนั้นแล้ว เพื่อจำเลยที่ 2 จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)สำหรับที่ดินแปลงดังกล่าวโจทก์หลงเชื่อได้ลงชื่อให้ไป ต่อมาจำเลยทั้ง 3ได้ร่วมกันฉ้อโกงเอาที่สวนยางของโจทก์บริเวณที่ดินหมายอักษร ก.ข.ค.งตามแผนที่ท้ายฟ้อง เพื่อเอาดินลูกรังขายให้แก่แขวงการทางกระบี่ กรมทางหลวงแผ่นดิน โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของตนตาม

น.ส.3และในวันที่ 18 มิถุนายน 2516 จำเลยทั้งสามได้ให้นายแฉลูกจ้างจำเลยที่ 3นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดินในสวนยางของโจทก์เสียหายคิดเป็นเงิน 246,350 บาทแต่โจทก์ขอเรียกร้องเพียง 75,000 บาท หากทางพิจารณาได้ความว่าที่ดินภายในเส้นหมาย ก.ข.ค.ง. เป็นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยทั้งสองก็ขาดสิทธิครอบครองในที่ดิน เพราะโจทก์ครอบครองที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลา 19 ปีแล้ว ทั้งเมื่อจ่าศาลไปทำแผนที่ จำเลยที่ 1 ได้นำชี้ที่ดินทางตอนใต้ของที่ดินภายในเส้น ก.ข.ค.ง. อ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอพิพากษาว่าที่ดินตาม น.ส.3 และที่ดินทางตอนใต้ของ น.ส.3 เป็นที่ดินของโจทก์ ให้เพิกถอนหนังสือ น.ส.3 ให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย

นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 75,215.15 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี จากเงิน 75,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่พิพาทได้ยกให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งการครอบครองไว้ตาม ส.ค.1 เมื่อ พ.ศ. 2498 ต่อมา พ.ศ. 2510 ทางราชการได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโจทก์ได้ลงชื่อรับรองเขตที่ดินติดต่อ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 จำเลยที่ 3 ได้ให้ลูกจ้างนำรถเข้าไปไถในที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ห้ามและฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาล จำเลยที่ 3 ยอมใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงถอนฟ้อง หากโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาท โจทก์ก็หมดสิทธิฟ้อง เพราะจำเลยที่ 1 ครอบครองที่พิพาทมาเกินกว่า 1 ปีแล้ว

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม ศาลอนุญาตให้นางสี่หย้าเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกไปจากที่พิพาทให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2516 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำขอที่ให้เพิกถอน น.ส.3โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 20,000 บาทนับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2515 ซึ่งเป็นวันทำละเมิดจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่าโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่พิพาทตลอดมา แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่พิพาทมาก็ตาม เมื่อจำเลยมิได้เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท หนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว จะนำข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373มาปรับแก่คดีนี้ไม่ได้ เพราะกฎหมายมาตรานั้นมุ่งบัญญัติถึงสิทธิครอบครองในที่ดิน ซึ่งได้มีการออกโฉนดเป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดแล้ว หนังสือรับรองการทำประโยชน์หาใช่หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินทางทะเบียนดังเช่นโฉนดที่ดินไม่แต่โดยที่ปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ได้พิพากษาให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันที่ 18มิถุนายน 2515 ซึ่งผิดพลาดไปเพราะวันที่จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์นั้นเป็นวันที่ 18 มิถุนายน 2516 ชอบที่ศาลฎีกาจะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้เสียให้ถูกต้องโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 143 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ให้แก้วันที่ให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์จากวันที่ 18 มิถุนายน 2515 เป็นนับแต่วันที่ 18มิถุนายน 2516

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชุบ วีระเวคิน · กฤษณ์ โสภิตกุล · สุมิตร ฟักทองพรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้