Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2657/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยรู้เห็นยินยอมให้โจทก์เอาดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมกับต้นเงินกรอกลงในสัญญากู้ สัญญากู้จึงไม่เป็นเอกสารปลอมการกู้ยืมเงินดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย แต่การคิดดอกเบี้ยเป็นความผิดตามกฎหมายต่างหาก ซึ่งแยกออกจากกันได้โดยถือว่าคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้ต้นเงินสูญไปด้วย ต้นเงินเป็นส่วนที่สมบูรณ์ สัญญากู้ไม่เป็นโมฆะทั้งฉบับ น.ส.3 ที่จำเลยมอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันการกู้ยืม ไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเพราะไม่ใช่เอกสารที่แสดงในตัวเองว่ามีการกู้ยืมเงินกัน การที่โจทก์คืน น.ส.3 ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการเวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืม.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 26,000 บาท แต่ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์ต้นเงิน 26,000 บาท ดอกเบี้ย 5,037.50 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 31,037.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้กู้เงินโจทก์ 26,000 บาท และไม่เคยทำสัญญากู้เงิน 26,000 บาท แต่อย่างใด สัญญากู้ท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม เมื่อปลายปี 2527 จำเลยกู้เงินโจทก์ 13,000 บาทโจทก์ยึด น.ส.3 ของจำเลยไว้เป็นหลักประกัน กับโจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้ซึ่งไม่ได้กรอกข้อความ ซึ่งจะใช่สัญญากู้ท้าย ฟ้องหรือไม่ไม่รับรอง หลังจากนั้น 6 เดือน

จำเลยได้นำเงิน15,000 บาท ไปชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์คือ น.ส.3 ให้จำเลยแล้วแต่ไม่ได้คืนกระดาษซึ่งมีลายมือชื่อจำเลย จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 13,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยรู้เห็นยินยอมให้เอาดอกเบี้ยรวมกับต้นเงินกรอกลงในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 จึงไม่เป็นเอกสารปลอม ที่จำเลยฎีกาต่อไปว่าโจทก์รวมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน เข้าเป็นต้นเงินกู้ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.1 สัญญากู้จึงเป็นโมฆะทั้งฉบับนั้น

เห็นว่าจำเลยให้การรับว่าได้กู้เงินโจทก์ 13,000 บาท การกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวหาเป็นการผิดกฎหมายไม่ แต่การคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นความผิดตามกฎหมายต่างหาก ซึ่งแยกการกู้เงินกับเรียกดอกเบี้ยออกต่างหากจากกันได้ โดยถือว่าคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้ต้นเงินสูญไปด้วย ต้นเงิน 13,000 บาท ไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะเป็นส่วนทีสมบูรณ์แยกออกต่างหากจากการคิดดอกเบี้ยซึ่งเป็นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ได้ สัญญากู้ไม่เป็นโมฆะทั้งฉบับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า การที่โจทก์คืน น.ส.3 ซึ่งจำเลยได้มอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักประกันเงินกู้นั้น เป็นการเวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมจึงต้องฟังว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว นั้นเห็นว่า น.ส.3 ดังกล่าวไม่ใช้หลีกฐานแห่งการกู้ยืม เพราะไม่ใช่เอกสารที่แสดงในตัวเองว่ามีการกู้ยืมเงินกันจึงจะฟังว่าจำเลยได้ชำระหนี้เงินกู้ให้โจทก์แล้วไม่ได้พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1913/2537

ปัญหาที่ว่าสัญญากู้ซึ่งมีดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเป็นเงินต้นด้วยเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกขึ้นมาในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5781/2533

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้จำนวน 84,000บาท แต่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนดังกล่าวเมื่อจำเลยให้การว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 33,000 บาท โดยได้ความว่าแยกเป็นหนี้ต้นเงินจำนวน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1238/2502

ผู้กู้ย่อมนำสืบได้ว่า ผู้ให้กู้เอาจำนวนดอกเบี้ยเกินอัตรามารวมเป็นต้นเงินในสัญญากู้ล่วงหน้าเป็นการผิดกฎหมายได้ดอกเบี้ยตามสัญญากู้เป็นโมฆะเพราะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 607/2494

ตกลงกู้เงินกัน 4,000 บาทคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 10 เดือน เป็นเงิน 2,000 บาท เอารวมไว้เป็นเงินกู้ด้วย เมื่อกรณีเป็นที่พึงสันนิษฐานได้ว่า คู่สัญญามีเจตนาที่จะแยกการกู้เงินและเรียกดอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7229/2552

หนังสือสัญญากู้เงินซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้ระบุจำนวนเงิน 500,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีมูลหนี้เดิมเหลืออยู่เพียง 192,111.28 บาท จึงเป็นการทำให้จำนวนหน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้