Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2530 (เลขอ้างอิง 26510)

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน หมายถึงการจ้างซึ่งกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ว่าจะจ้างกันกี่วัน กี่เดือนหรือกี่ปี เมื่อถึงกำหนดระยะเวลานั้นแล้วการจ้างเป็นอันระงับสิ้นสุดกันทันที และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหามีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดนั้นไม่จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานในเรือเดินทะเลแผนกลูกเรือการลงเรือแต่ละครั้งได้ทำสัญญาจ้างกำหนดระยะเวลาจ้างเป็นคราว ๆ โดยปกติมีกำหนดคราวละ 6 เดือน แต่เวลาทำงานจริง ๆ ไม่เป็นไปตามที่สัญญากำหนดไว้อาจเกินหรือไม่ครบกำหนดนั้นแล้วแต่เส้นทางการเดินเรือ จำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้ตามวันที่ทำงานเมื่อหมดสัญญาครั้งหนึ่ง ๆ โจทก์จะได้ขึ้นจากเรือไปพักผ่อนระหว่างนั้นจำเลยจะจ่ายเงินลาพักให้แต่ไม่จ่ายค่าจ้างและโจทก์จะรอคำสั่งจากจำเลยว่าจะให้ลงเรือลำใดต่อไปเมื่อทำงานครบ 1 ปีโจทก์จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนด้วย ดังนี้แสดงว่ากำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นคราวๆ ไม่มีผลบังคับกันอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ระหวางจำเลยกับโจทก์ยังคงมีอยู่ติดต่อกันตลอดมาหาได้สิ้นสุดลงเป็นคราว ๆ ตามสัญญาลงเรือที่ทำกันไม่ โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งจำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา582 ด้วย.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งห้าสำนวน ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถัดจากวันเลิกจ้างเป็นต้นไป

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งห้าสำนวนไม่ใช่ลูกจ้างประจำของจำเลย แต่โจทก์รับจ้างเป็นลูกเรือของจำเลยโดยทำสัญญาจ้างมีข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนและตามแต่ระยะเวลาของเส้นทางเดินเรือ ในช่วงที่เรือของจำเลยไม่มีกำหนดเดินทางจำเลยก็ไม่ได้จ้างโจทก์ นอกจากนี้สัญญาจ้างยังได้กำหนดวิธีการที่โจทก์และจำเลยจะบอกเลิกสัญญาต่อกันไว้ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย และการเลิกจ้างเพราะครบกำหนดสัญญาจ้างจำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินที่โจทก์เรียกร้องขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างโจทก์ทุกคนเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่ามีปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสำนวนโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ เพราะตามสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและจำเลยเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาการจ้างนั้นแล้วหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าสัญญาจ้างซึ่งจะถือว่าเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนนั้นหมายถึงการจ้างซึ่งกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ว่าจะจ้างกันกี่วันกี่เดือน หรือกี่ปี เมื่อถึงกำหนดระยะเวลานั้นแล้วการจ้างเป็นอันระงับสิ้นสุดกันทันที และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหามีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดนั้นได้ไม่ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1604/2528 แต่สัญญาจ้างทำงานเป็นลูกเรือในเรือเดินทะเลระหว่างจำเลยกับโจทก์ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการที่โจทก์ลงเรือแต่ละครั้งได้ทำสัญญาตกลงกำหนดระยะเวลา จ้างเป็นคราว ๆ โดยปกติกำหนดไว้คราวละ 6 เดือน แต่เวลาทำงานบนเรือไม่แน่นอน ไม่เป็นไปตามกำหนดที่ระบุไว้เป็นคราว ๆ ในสัญญา บางครั้งทำงานเกินกำหนดไปหลายเดือน แต่บางครั้งก็ทำงานไม่ครบกำหนดตามสัญญานั้น แต่การจ่ายค่าจ้างตามวันที่ทำงาน

กำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นคราว ๆ ไม่มีผลบังคับกันอย่างแท้จริงประการหนึ่ง ทั้งตามข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่คู่ความถือปฏิบัติต่อกันและศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วครั้งหนึ่ง ๆ ลูกเรือหรือโจทก์แต่ละสำนวนมีโอกาสขึ้นจากเรือไปพักผ่อนกับครอบครัว ต่อมาอีก 3 วัน ลูกเรือจะไปที่บริษัทจำเลยเพื่อดูว่าทางบริษัทจำเลยจะจัดให้ลงเรือเที่ยวต่อไปที่เรือลำใดหรือไม่ เมื่อลูกเรือขึ้นจากเรือแล้ว บริษัทจำเลยจะจ่ายเงินลีฟเพย์ หรือเงินลาพัก 3 หรือ 5 วัน ต่อระยะเวลาที่ทำงาน แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ ระหว่างลูกเรือขึ้นบกแล้วลูกเรือยังต้องรอฟังคำสั่งจากบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้างว่าจะสั่งให้ลงเรือลำใดต่อไปเมื่อลูกเรือทำงานครบ 1 ปีแล้ว

ยังได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนอีกประกอบกับบริษัทจำเลยได้เก็บเอกสาร เช่น หนังสือเดินทางของลูกเรือจนกว่าจะเลิกจ้างหรือลาออก นอกจากนี้บริษัทจำเลยได้ให้ลูกเรือจัดหาหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาประกันความเสียหายให้บริษัทจำเลยมีกำหนด 1 ปี ซึ่งไม่ตรงกับกำหนดระยะเวลาในสัญญาลงเรือที่ทำไว้ และศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยว่าจากพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้าสำนวนยังคงมีอยู่ติดต่อกันไม่ขาดตอนจนกว่าจะเลิกสัญญากันอีกประการหนึ่ง ดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้าสำนวนกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้เป็นคราว ๆ ดังกล่าวข้างต้น แต่ตามพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้างตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติแล้วว่ากำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นคราว ๆ ไม่มีผลบังคับกันอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้าสำนวนหาได้สิ้นสุดลงเป็นคราว ๆ ตามสัญญาลงเรือที่ทำกันไม่หากแต่ยังมีความสัมพันธ์ติดต่อกันตั้งแต่วันเริ่มเข้าทำงานจนถึงวันเลิกจ้างอันเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนเช่นนี้ กำหนดระยะเวลาการจ้างจึงไม่แน่นอน โจทก์ทั้งห้าสำนวนจึงมิใช่ลูกจ้างประจำที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้าสำนวน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสามเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47 จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ทั้งจำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคแรก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์สำนวนที่ 4 เป็นเงิน 44,285บาท 85 สตางค์นั้น ปรากฏว่าตามสำนวนคดีนี้โจทก์ที่สี่ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง 42,711 บาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอโดยไม่ปรากฏเหตุสมควรเพื่อความเป็นธรรม ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 สมควรแก้ไขเฉพาะสำนวนนี้เสียให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายวีระพล ประจันบาน โจทก์สำนวนที่สี่เป็นเงิน 42,711บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่11 กุมภาพันธ์ 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สีนวล คงลาภ · จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5737/2561

สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การบอกเลิกสัญญานั้นนายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยินยอมตกลงหรืออนุมัติแต่อย่างใด แม้ตามสัญญาจ้างแรงง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3600/2561

โจทก์ยื่นใบลาออกต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2555 โดยระบุข้อความว่า วันสุดท้ายที่มาทำงาน คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ถ้าเป็นไปได้ หรือในวันที่ 9 สิงหาคม 2555 อันมีความหมายว่าโจทก์ประสงค์ลาออกโดยให้มีผ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13524/2557

โจทก์เป็นพนักงานการเงินของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่เก็บเงินค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ดำเนินการนำเงินค่าไฟฟ้าที่เก็บมาได้ฝากเข้าบัญชีของจำเลยในธนาคารด้วยตนเอง ให้ถูกต้องตามระเบียบการปฏิบัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1906/2556

การบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ที่ใช้ในขณะเกิดเหตุนั้น นายจ้างสามารถที่จะเลิกจ้างลูกจ้างโดยทำเป็นหนังสือหรือบอกเลิกจ้างลูกจ้างด้วยวาจาก็ได้ แต่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้