Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยคนเดียวเป็น 2 คดี คดีแรกฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรโค จำเลยรับสารภาพฐานรับของโจร ศาลลงโทษไปแล้วคดีหลังฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรกระบือ โดยโจทก์บรรยายฟ้องให้เห็นว่ามีผู้พบเห็นจำเลยครอบครองโคกระบือของกลางทั้งสองคดีอยู่ในขณะเดียวกัน และแถลงรับว่าฟ้องคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่มีผู้พบเห็นจำเลยครอบครองของกลางดังกล่าว จำเลยรับสารภาพฐานรับของโจรอีก กับแถลงรับตามที่ศาลสอบถามว่าจำเลยกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันกับคดีก่อนเช่นนี้ แม้โจทก์ไม่สืบพยาน ศาลก็ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรในคดีหลังได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำและการที่ศาลถามจำเลยดังกล่าวก็เป็นการสอบถามในรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 235 วรรค 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักหรือรับของโจรกระบือ ๑ ตัว และบรรยายข้อเท็จจริงตอนหนึ่งว่า หลังจากกระบือเจ้าทรัพย์หายไปมีผู้พบเห็นจำเลยกับพวกอีก ๒ คนร่วมกันครอบครองกระบือถูกลักไป ขอให้ลงโทษเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕,๓๕๗,๘๓,๙๒ และนับโทษต่อจากคดีอาญาดำที่ ๒๙๗/๒๕๐๕ ชั้นแรกจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับในข้อเคยต้องโทษและพ้นโทษ ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญดำที่ ๒๙๗/๒๕๐๕ (ฐานรับของโจร.โค) แล้ว คือคดีแดงที่ ๓๓๑/๒๕๐๕ ศาลชั้นต้นเรียกสำนวนคดีแดงที่ ๓๓๑/๒๕๐๕ มาดู และสอบโจทก์ โจทก์แถลงว่า กระบือ(ของกลางคดีนี้) กับโค(ของกลางในคดีแดงที่ ๓๓๑/๒๕๐๕) มีผู้พบเห็นคนร้ายรวมทั้งจำเลยจูงไปในขณะเดียวกัน และว่าโจทก์อาศัยเหตุนี้ฟ้องจำเลยว่าลักทรัพย์

รับของโจร กับโจทก์ขอให้ศาลสอบจำเลย จำลยแถลงว่า ได้รับกระบือและโคของกลางของแต่ละคดีไว้ที่ที่ ช คนละวันกัน โจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนฐานรับของโจรกระบือนั้น โจทก์ไม่สืบว่าจำเลยรับกระบือของกลางคดีนี้กับโคของกลางคดีแดงที่ ๓๓๑/๒๕๐๕ ต่างกรรมต่างวาระกัน จึงต้องฟังว่าจำเลยรับไว้ในเวลาเดียวกัน เป็นกรรมเดียวกัน ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีแดงดังกล่าวแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยอีก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๓๙(๔) ส่วนที่จำเลยแถลงรับไว้ จะเอามาลงโทษจำเลยก็ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่โจทก์ต้องพิสูจน์ความผิดจำเลย ทั้งคำรับเช่นนี้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๓๕ วรรค ๒ พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องโจทก์ถูกต้องตามกฎหมาย และฟ้องแต่ละสำนวนกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกัน เมื่อศาลสอบจำเลย ๆ ก็รับว่ากระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งไม่ปรากฎเหตุให้ยกฟ้องโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยครอบครองของกลางทั้ง ๒ คดี ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรกรรมเดียวและวาระเดียวกัน เพราะความผิดฐานรับของโจรเกิดเป็นความผิดขณะจำเลยรับทรัพย์ไว้โดยรู้ว่าเป็นของได้มาจากการกระทำผิด ไม่ใช่ขณะครอบครองทรัพย์ และการที่โจทก์ฟ้องคดีโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่ามีผู้พบจำเลยครอบครองของกลางนั้น ก็ไม่ใช่ข้อผูกพันโจทก์ให้นำสืบได้เฉพาะข้อเท็จจริงนั้น หรือถ้าไม่ได้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะต้องยกฟ้อง

โจทก์ย่อมนำสืบข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันจะพึงพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องของโจทก์ได้ ถ้าจำเลยรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ก็ไม่ต้องนำสืบข้อเท็จจริง คดีย่อมรับฟังลงโทษจำเลยได้ เว้นแต่คดีมีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป หรือสถานหนักกว่านั้น ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยเหตุดังกล่าว จึงไม่เป็นเหตุที่จะยกฟ้อง และการที่ศาลสอบถามจำเลยว่ารับกระบือและโคของ ๒ คดีไว้คนละครั้งหรือครั้งเดียวกัน ก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์จะเพื่มเติมคดีโจทก์ซึ่งบกพร่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๓๕ วรรค ๒ เพราะฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ทั้งเป็นการสอบถามรายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงยิ่งขึ้น เมื่อจำเลยรับสารภาพต่อศาล ก็รับฟังลงโทษจำเลยได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่าจำเลยผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๕๗ วางโทษจำคุก ๑ ปีเพิ่ม ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๙๒ จำคุก ๑ ปี ๘ เดือน ลดรับสารภาพกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ เดือน นับโทษต่อจากคดีแดงที่ ๓๓๑/๒๕๐๕

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สอาด นาวีเจริญ · เจน เวชศิลป์ · สวิง ลัดพลี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายเสรี แสงศิลป์
ศาลอุทธรณ์ - นายแถม สิริสาลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้