Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยปฏิบัติหน้าที่บกพร่องทำให้เกิดความเสียหาย ศ. ลูกจ้างฝ่ายบุคคลของจำเลยซึ่งมีหน้าที่ควบคุม ดูแลพนักงานและมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างแทนจำเลยได้สอบถามโจทก์ โจทก์รับสารภาพ ศ. พอใจในความซื่อตรงของโจทก์ จึงยอมยกโทษให้และให้โจทก์ทำสัญญาจ้างใหม่โดยกล่าวว่า 'ถ้าไม่เขียนใบสมัครใหม่ ก็ให้ออกจากงาน' ดังนี้ เป็นเรื่อง ศ. ต้องการกลบเกลื่อนความผิดของโจทก์โดยให้ทำสัญญาจ้าง ใหม่คำกล่าวของ ศ. นั้นไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดที่มีเงื่อนไข ว่าถ้าไม่เขียนใบสมัครก็ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างไปในตัวหากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามก็เป็นเรื่องที่จะพิจารณาโทษหรือ มีคำสั่งเป็นกิจจะลักษณะอีกชั้นหนึ่ง พฤติการณ์ดังกล่าวถือ ไม่ได้ว่า ศ. บอกเลิกการจ้างโจทก์แล้ว เมื่อวันที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นโจทก์จำเลยยังมีความสัมพันธ์เป็นลูกจ้างนายจ้างกันอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแม้จำเลยจะให้การรับว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ในวันต่อมาก็เป็นเรื่องนอกฟ้อง ศาลไม่อาจวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างตามข้อต่อสู้ของจำเลยได้ ต้องยกฟ้องโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 142 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 46

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย กำหนดวันทำงานปกติตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ แต่ต่อมาจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์และพนักงานอื่นหยุดทำงานในวันเสาร์โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกจ้างและไม่จ่ายค่าจ้างประจำวันเสาร์รวม ๑๔ วัน ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่จ่ายค่าชดเชยกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างประจำวันเสาร์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๗ ในระหว่างทำงานโจทก์ละทิ้งหน้าที่โดยหลบไปซักเสื้อผ้า ครั้นวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๗ ในระหว่างทำงานโจทก์ละทิ้งหน้าที่อีกโดยหลบหนีไปหลับนอน ทำให้เส้นด้ายซึ่งอยู่ในหน้าที่ของโจทก์ขาดพันกับลูกกลิ้งจนได้รับความเสียหาย การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยได้เรียกโจทก์มาสอบถามเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๒๗ โจทก์ยอมรับสารภาพ จากนั้นนับแต่วันที่ ๑๕ กันยายน ถึงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๗ โจทก์ไม่มาทำงานตามปกติโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการละทิ้งหน้าที่ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ส่วนค่าจ้างประจำวันเสาร์นั้น ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าเป็นวันเสาร์ใดบ้าง จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ อย่างไรก็ตามจำเลยเคยสั่งให้โจทก์กับพนักงานอื่นหยุดงานในวันเสาร์บ้างเพราะเศรษฐกิจไม่ดีเมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างรายวันไม่ได้ทำงานในวันเสาร์ให้จำเลย จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่นายศุภชัย เกียรติศักดิ์เจริญ ลูกจ้างฝ่ายบุคคลของจำเลยซึ่งมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างแทนจำเลยเรียกโจทก์มาสอบถามในวันเกิดเหตุแล้วบอกโจทก์ให้ทำสัญญาจ้างใหม่โดยกล่าวว่า "ถ้าไม่เขียนใบสมัครใหม่ก็ให้ออกจากงาน" นั้น ถือได้ว่าเป็นการบอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๗ แล้ว ส่วนค่าจ้างประจำวันเสาร์นั้น ฟ้องข้อนี้ของโจทก์เคลือบคลุม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลแรงงานกลางสั่งรับอุทธรณ์จำเลยเฉพาะปัญหาว่าการที่นายศุภชัยบอกกล่าวแก่โจทก์ในวันเกิดเหตุนั้นถือว่าเป็นการบอกเลิกการจ้างหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำประเภทรายวันของจำเลยมีหน้าที่ควบคุมดูแลเส้นด้ายที่ย้อม เมื่อวันที่๑๓ กันยายน ๒๕๒๗ โจทก์เข้าทำงานกะบ่ายซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา ๑๖ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๔ นาฬิกา แต่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่นั้น โจทก์หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้เส้นด้ายในเครื่องจักรขาดแล้วพันกับลูกกลิ้งได้รับความเสียหาย นายศุภชัย เกียรติศักดิ์เจริญ ลูกจ้างฝ่ายบุคคลของจำเลยซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลพนักงานและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ ได้เรียกโจทก์มาสอบถามกรณีที่กระทำผิด โจทก์ยอมรับสารภาพ นายศุภชัยพอใจในความซื่อตรงของโจทก์ จึงยอมยกโทษให้และให้โจทก์ทำสัญญาจ้างใหม่ โดยกล่าวว่า "ถ้าไม่เขียนใบสมัครก็ให้ออกจากงาน" วันรุ่งขึ้นโจทก์ไม่ไปทำงาน แต่ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่แรงงานว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา จากนั้นโจทก์ไม่ไปทำงานอีกเลย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ถึงแม้นายศุภชัยจะมีอำนาจบอกเลิกการจ้างลูกจ้างของจำเลยก็ตาม แต่นายศุภชัยก็เป็นลูกจ้างคนหนึ่งของจำเลยซึ่งต้องปฏิบัติงานภายใต้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ไม่ใช่เป็นนายจ้างของโจทก์โดยตรงฉะนั้นกรณีที่จะถือว่านายศุภชัยบอกเลิกการจ้างโจทก์แล้วนั้น จึงต้องพิจารณาพฤติการณ์อื่น ๆ ประกอบด้วย มิใช่จะพิจารณาแต่เฉพาะจากคำบอกกล่าวประการเดียว ได้ความว่า เมื่อนายศุภชัยเรียกโจทก์มาสอบถามกรณีที่กระทำผิดโจทก์ยอมรับสารภาพ นายศุภชัยพอใจในความซื่อตรงของโจทก์จึงยอมยกโทษให้แสดงว่าแม้การกระทำของโจทก์จะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย นายศุภชัยก็ไม่ประสงค์จะลงโทษหรือเลิกจ้างโจทก์ แต่เนื่องจากนายศุภชัยมีหน้าที่ควบคุมดูแลพนักงานซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งจะละเว้นมิได้

นายศุภชัยจึงกลบเกลื่อนความผิดของโจทก์โดยให้โจทก์ทำสัญญาจ้างใหม่ ไม่ใช่เป็นการสั่งเลิกจ้างแล้วให้โจทก์เข้าเป็นลูกจ้างใหม่แต่อย่างใดส่วนข้อที่นายศุภชัยกล่าวแก่โจทก์ว่า "ถ้าไม่เขียนใบสมัครใหม่ ก็ให้ออกจากงาน"เป็นเพียงคำชี้แจงให้โจทก์ทราบถึงผลที่ตามมากรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดไม่ใช่เป็นคำสั่งเด็ดขาดที่มีเงื่อนไขว่า ถ้าไม่เขียนใบสมัครใหม่ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างกันไปในตัว กรณีที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่จะพิจารณาโทษหรือมีคำสั่งเป็นกิจจะลักษณะอีกชั้นหนึ่ง การที่โจทก์ไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่แรงงานว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจานั้น เป็นความเข้าใจของโจทก์ฝ่ายเดียวพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่านายศุภชัยบอกเลิกการจ้าง ในวันที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น

โจทก์จำเลยมีความสัมพันธ์เป็นลูกจ้างกันอยู่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แม้จำเลยจะให้การรับว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ในวันต่อมาจริง ก็เป็นเรื่องนอกฟ้อง ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยเหตุเลิกจ้างตามข้อต่อสู้ของจำเลยในคราวเดียวกันกับคดีนี้ คดีนี้จึงต้องยกฟ้องโจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาเรื่องค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพียร สุมิระ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · สุพจน์ นาถะพินธุ
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายถวิล อินทรรักษาศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2559

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1695/2544

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่วินิจฉัยและมีคำสั่งว่าการที่โจทก์เลิกจ้าง ป. เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 121 ให้โจทก์รับ ป. กลับเข้าท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9380/2544

โจทก์มีตำแหน่งหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางธุรกิจของจำเลยนำเอกสารซึ่งข้อความในเอกสารเป็นศัพท์เฉพาะที่โจทก์แปลจากภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกในการลงบัญชีและเพื่อชี้แจงหรือตอบคำถามของผู้สอบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6839/2544

ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลแรงงานกลาง (ศาลจังหวัดเชียงใหม่) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลแรงงานกลาง จำเลยก็มีสิทธิยก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้