Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2635/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสามฟ้องเรียกส่วนแบ่งที่ดินคนละ 1 แปลงจากจำเลยตามที่จำเลยตกลงยอมแบ่งให้ มาในคำฟ้องเดียวกันเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน (อ้างฎีกาที่ 1712/2514)แต่ไม่ปรากฏว่าราคาที่ดินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนเท่าใดโจทก์ทั้งสามคงตั้งราคาทรัพย์รวมกันมาเป็นเงิน 5,500 บาท แต่ทรัพย์พิพาทเดิมเป็นผืนเดียวกัน และจำนวนเนื้อที่ดินของโจทก์แต่ละคนก็ไม่แตกต่างกันมาก จึงพออนุมานได้ว่าราคาทรัพย์สินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248(เทียบฎีกาประชุมใหญ่ที่ 1525/2511)บันทึกถ้อยคำที่จำเลยให้ไว้ต่อนายอำเภอมีข้อความว่า ที่จำเลยยกที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามนั้น เพราะคนทั้งสามเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับมารดาจำเลย และมีส่วนร่วมในนาแปลงนี้กับมารดาจำเลย บันทึกถ้อยคำดังกล่าวย่อมไม่สมบูรณ์ในฐานเป็นการให้ทรัพย์สินนาพิพาทเพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525แต่คดีปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้มีข้อพิพาทระหว่างกันในเรื่องนาพิพาทนี้อยู่แล้ว การที่จำเลยไปให้ถ้อยคำและลงชื่อไว้ตามบันทึกดังกล่าว จึงแสดงถึงเจตนาของฝ่ายโจทก์และจำเลยที่จะระงับข้อพิพาทนั้นซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไป ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850แล้ว แม้จำเลยจะลงชื่อไปฝ่ายเดียว โจทก์ก็มีสิทธินำสัญญานี้มาฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ (อ้างฎีกาที่ 308/2509)ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ศาลล่างมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในบางประเด็นไว้ ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าเป็นประเด็นที่จำเลยได้ต่อสู้ไว้และพยานหลักฐานก็ได้นำสืบกันมาในสำนวนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างวินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นข้อนั้นไปได้เลย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรร่วมบิดามารดากับนางเต็มมารดาจำเลย บิดามารดามีนาหลายแปลง เมื่อบิดาตายแล้ว โจทก์ทั้งสามกับนางเต็มเป็นผู้เลี้ยงดูมารดาและทำนาร่วมกันตลอดมา เมื่อ พ.ศ. 2498 มารดาโจทก์ทั้งสามให้นางเต็มไปแจ้ง ส.ค.1 ไว้แทนโดยใส่ชื่อนางเต็ม แต่โจทก์ทั้งสามยังคงร่วมทำนาและแบ่งข้าวกันตลอดมา ประมาณ 10 เดือนมานี้ นางเต็มถึงแก่กรรม จำเลยยื่นขอรับมรดกนาพิพาทตาม ส.ค.1 เลขที่ 403 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2498 โจทก์ทั้งสามได้ไปคัดค้านไว้ จำเลยจึงยอมแบ่งที่มรดกนี้ให้โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเจ้าพนักงานได้บันทึกคำยินยอมไว้ โดยโจทก์ที่ 1 ได้เนื้อที่ 2 ไร่ 96 วา โจทก์ที่ 2 ได้เนื้อที่ 2 ไร่ 36 วา โจทก์ที่ 3 ได้ 2 ไร่ 1 งาน 49 วา

ทางอำเภอสั่งว่าเมื่อประกาศครบถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้โจทก์ทั้งสามและจำเลยมาจดทะเบียน น.ส.3 เป็นแปลงใหญ่ แล้วแบ่งแยกเป็นแปลงเล็ก 3 แปลงแก่โจทก์ทั้งสาม ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานจดทะเบียนเป็นของจำเลยทั้งแปลงแล้ว จำเลยกลับไม่ยอมให้จดทะเบียนแบ่งแยกเป็นของโจทก์ทั้งสาม ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยแบ่งที่พิพาทออกเป็นสัดส่วนแก่โจทก์ทั้งสามตามบันทึกยินยอมไว้ต่ออำเภอยางตลาด ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2511จำเลยให้การว่า นาพิพาทเป็นของนางเต็มมารดาจำเลย ได้รับยกให้นางเต็มได้ครอบครองฐานเจ้าของโดยสงบและโดยเปิดเผยตลอดมากว่าสิบปีแล้ว โจทก์ไม่เคยทำนานี้ร่วมกับนางเต็ม นางเต็มเป็นผู้แจ้ง ส.ค.1 ฐานเป็นเจ้าของ เมื่อนางเต็มตาย จำเลยจึงร้องขอรับมรดกในฐานะทายาท เมื่อประกาศตามระเบียบแล้ว ทางอำเภอได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ให้จำเลย ระหว่างประกาศโจทก์ใช้อุบายหลอกลวงข่มขืนใจจำเลยให้ลงลายมือชื่อในบันทึกจำเลยบอกล้างไปแล้ว และจำเลยขอถือคำให้การนี้เป็นการบอกล้างคำบันทึกดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ

โจทก์ฟ้องเกินอายุความ และโจทก์มิใช่ทายาท ไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นางเต็มมารดาจำเลยเป็นผู้รับยกให้นาพิพาทแต่ผู้เดียว และได้ครอบครองมา โดยโจทก์ทั้งสามมิได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การที่จำเลยให้ถ้อยคำว่ายอมแบ่งแยกที่นาพิพาทให้เป็นของโจทก์ทั้งสามนั้น ก็ไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 3 ขอเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์อนุญาต แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แม้จะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1712/2514 ระหว่างนางเหียบ

ขาวศรี ในฐานะส่วนตัวและผู้รับมอบอำนาจกับพวก โจทก์ นางแดง แป้นไทย จำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนเท่าใด โจทก์ทั้งสามคงตั้งราคาทรัพย์รวมกันมาเป็นเงิน 5,500 บาท แต่ทรัพย์พิพาทเดิมเป็นที่ผืนเดียวกัน และจำนวนเนื้อที่ดินของโจทก์แต่ละคนก็ไม่แตกต่างกันมาก จึงพออนุมานได้ว่าราคาทรัพย์สินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง มีจำนวนไม่เกินห้าพันบาท โจทก์จึงฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248คดีคงเหลือปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์ เกี่ยวกับบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ให้ต่อนายอำเภอไว้ตามเอกสาร จ.1 ว่า จะมีผลบังคับจำเลยได้หรือไม่ บันทึกถ้อยคำที่จำเลยให้ไว้ต่อนายอำเภอตามเอกสาร

จ.1มีข้อความว่า1. ที่ ข้าฯ นางบุญลุ (จำเลย) ยกให้ที่นาแก่นายบุญมา ภูนาชัยนายมะณี ภูนาชัย นายคำพัน ภูนาชัย นั้น เพราะคนทั้งสามเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับแม่ข้าพเจ้า และมีส่วนร่วมในนาแปลงนี้กับแม่ข้าพเจ้าอยู่2. ข้าฯ นายทองเลี่ยม ภูเงินงาม ยินยอมให้นางบุญลุภรรยาทำนิติกรรมยกให้ที่ดินแปลงนี้แก่บุคคลทั้งสามตามกล่าวชื่อข้างต้น(ลงชื่อ) นางบุญลุ ภูนาสี ผู้ให้ถ้อยคำ" นายทองเลี่ยม ภูเงินงาม "(ต่อหน้า) (ลายเซ็นอ่านไม่ออก) นายอำเภอ(ลงชื่อ) (ลายเซ็นอ่านไม่ออก) จดอ่านศาลฎีกาเห็นว่า บันทึกถ้อยคำเอกสาร จ.1 ไม่สมบูรณ์ในฐานเป็นการยกให้ทรัพย์สินนาพิพาท เพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 แต่คดีปรากฏว่าโจทก์จำเลยได้มีข้อพิพาทระหว่างกันในเรื่องนาพิพาทนี้อยู่แล้ว

การที่จำเลยไปให้ถ้อยคำและลงชื่อไว้ตามบันทึกเอกสาร จ.1 จึงแสดงถึงเจตนาของฝ่ายโจทก์และจำเลยที่จะระงับข้อพิพาทนั้นให้เสร็จไป ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 850 แล้ว แม้จำเลยจะลงชื่อไว้ในบันทึกนั้นฝ่ายเดียว โจทก์ก็มีสิทธินำสัญญานี้มาฟ้องให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 308/2509ในประเด็นที่ว่า จำเลยลงชื่อในบันทึกหมาย จ.1 โดยสมัครใจหรือโดยโจทก์ขู่เข็ญหลอกลวงนั้น ศาลล่างยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเป็นประการใด

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นข้อนี้จำเลยได้ต่อสู้ไว้และพยานหลักฐานในข้อนี้ก็ได้นำสืบกันมาในสำนวนแล้ว ไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างวินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้แล้วเชื่อว่า จำเลยได้ให้ถ้อยคำไว้ในบันทึกหมาย จ.1และ จ.2 ด้วยความสมัครใจเพื่อระงับข้อพิพาท หาใช่ทำไปเพราะโจทก์ขู่เข็ญให้ทำแต่ประการใดไม่ บันทึกหมาย จ.1 จึงผูกพันจำเลยที่จะต้องแบ่งนาพิพาทให้โจทก์ตามบันทึกหมาย จ.2พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งนาพิพาทออกเป็นสัดส่วน ตามบันทึกหมาย จ.2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิกรม เมาลานนท์ · สนับ คัมภีรยส · สุธี ชอบธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้