Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 263/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เอกสารที่โจทก์ยื่นต่อศาล โจทก์ได้ใช้แบบพิมพ์ (31)อุทธรณ์(32) ท้ายอุทธรณ์แล้วมาแก้เป็นฎีกา ในเนื้อหาได้บรรยายเป็นรูปอุทธรณ์คำสั่งแล้วลงท้ายกลายเป็นขอให้ศาลฎีกาพิพากษาซึ่งเป็นเรื่องเปะปะปนกันยุ่งไปหมดโดยไม่ทราบแน่ว่าโจทก์ประสงค์จะยื่นเป็นฎีกาเป็นอุทธรณ์หรือเป็นคำร้องจะว่าเป็นฎีกา แต่แล้วศาลชั้นต้นก็มิได้สั่งรับหรือไม่รับฎีกาเพียงแต่สั่งรวมสำนวนส่งศาลฎีกาเท่านั้นดังนี้อาศัยความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้คืนคำคู่ความของโจทก์ไปจัดทำเสียใหม่ให้ถูกต้องได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ยื่นฎีกาและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับฎีกา ขอให้ศาลรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและมีคำสั่งคำร้องว่า ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นย้ายไปรับราชการศาลอื่นแล้ว จึงรับรองให้ไม่ได้ให้ยกคำร้อง โจทก์จึงยื่นเอกสารลงวันที่ 4 สิงหาคม 2510 ต่อศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สำเนาให้จำเลย แล้วรวมสำนวนส่งศาลฎีกา"ศาลฎีกาดูเอกสารดังกล่าว โจทก์ได้ใช้กระดาษแบบพิมพ์ (31)อุทธรณ์ (32) ท้ายอุทธรณ์ แล้วขีดฆ่าคำว่าอุทธรณ์ออก แล้วเขียนคำว่าฎีกาแทน และมีการฆ่าข้อความที่เขียนบรรยายไว้ในคำคู่ความนี้จากคำว่า "ศาลอุทธรณ์" ออก ใช้คำว่า "ฎีกา" แทน เป็นการแสดงว่าเป็น "ศาลฎีกา" แต่บางตอนมิได้แก้ไข คงมีคำว่าอุทธรณ์อยู่ตามเดิมการที่โจทก์ใช้กระดาษแบบพิมพ์สำหรับคำคู่ความในลักษณะหนึ่งมาแก้ไขใช้สำหรับอีกลักษณะหนึ่งเช่นนี้ จึงทำให้เกิดการสับสนยากที่จะเข้าใจว่า

โจทก์มุ่งจะให้เป็นอะไร โจทก์ได้ใช้แบบพิมพ์ (31) อุทธรณ์ (32) ท้ายอุทธรณ์ มาแก้เป็นฎีกา และบรรยายเนื้อหาเป็นรูปอุทธรณ์คำสั่ง แล้วลงท้ายกลายเป็นขอให้ศาลฎีกาพิพากษา เป็นเรื่องปะปนกันยุ่งไปหมด ไม่ทราบได้ว่าโจทก์ประสงค์ยื่นเป็นฎีกาเป็นอุทธรณ์หรือเป็นคำร้อง จะว่าเป็นฎีกา ศาลชั้นต้นก็มิได้สั่งรับหรือไม่รับฎีกา เพียงแต่สั่งรวมสำนวนส่งศาลฎีกาเท่านั้น อาศัยความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบด้วยมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งคืนคำคู่ความของโจทก์ ไปจัดทำเสียใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนด 7 วัน แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไปตามควรแก่กรณี สำหรับในชั้นนี้ ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ใหญ่ ศาลยาชีวิน · จิตติ ติงศภัทิย์ · ถาวร หุตะโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5902/2554

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตในคำร้องขออนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวจะอุทธรณ์ไม่ได้ ทั้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ทำอุทธรณ์ฉบับใหม่หาได้มีผลเป็นการสั่งรับอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2548

จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์จำเลยฟุ่มเฟือยเกินไป ให้จำเลยแก้ไขอุทธรณ์มาใหม่ แต่จำเลยไม่ได้แก้ไขอุทธรณ์ กลับอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นพิจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2684/2536

คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยลงชื่อโดยทนายความของจำเลยซึ่งจำเลยไม่ได้ให้อำนาจดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นผู้ตรวจรับชอบที่จะสั่งแก้ไขเสียให้ถูกต้อง หรือไม่รับอุทธรณ์ขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4718/2534

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์ยื่นสำเนาอุทธรณ์ต่อศาลเพื่อส่งให้แก่จำเลยอุทธรณ์และตามแบบพิมพ์ของศาลท้ายอุทธรณ์ได้ระบุไว้ว่าโจทก์ได้ยื่นสำเนาอุทธรณ์โดยข้อความถูกต้องเป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2534

ป.วิ.พ. มาตรา 67 นำมาใช้กับคดีอาญาได้โดยอนุโลม ตามป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยใช้กระดาษแบบพิมพ์คำฟ้องอุทธรณ์ แต่ตอนลงชื่อในแผ่นสุดท้ายกลับใช้กระดาษแบบพิมพ์ท้ายคำแก้อุทธรณ์ แทนที่จะเป็นแบบพิมพ์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้