Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ตามมาตรา 13 (2) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 แก่รัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ซึ่งรวมถึงจำเลยขณะเป็นบริษัท ท. โดยให้สามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ถือว่าจำเลยมีอำนาจปรับปรุงระเบียบบริษัท ท. ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและอยู่ในขอบเขตที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่จำต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งอีก การที่จำเลยมอบให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) ร่วมกันพิจารณามีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว แล้วจำเลยเสนอกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบในการใช้บังคับ จึงถูกต้องตามกระบวนการใน พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ที่เห็นชอบการแปลงสภาพองค์การ ท. เป็นบริษัท ท. ตามที่ประธานคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจเสนอ มีใจความ ให้ผู้ปฏิบัติงานขององค์การ ท. ที่โอนไปยังบริษัท ท. ณ วันที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิมเป็นมติที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคสอง ที่ให้พนักงานตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม กับให้ถือว่าเวลาการทำงานของพนักงานดังกล่าวในรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นเวลาการทำงานในบริษัทโดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นบริษัทนั้นเป็นการเลิกจ้าง มติคณะรัฐมนตรีและบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ใช้ในช่วงเวลาเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจในรูปองค์การของรัฐเป็นบริษัท ในขณะที่จำเลยแปลงสภาพจากองค์การของรัฐเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้ให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับอยู่เดิมและยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขออกเป็นระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 กรณีไม่อาจอ้าง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรีมาปรับหรือบังคับให้ระเบียบดังกล่าวตกไป พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มิได้เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้มีการแก้ไขสภาพการจ้าง เพราะการแก้ไขสภาพการจ้างของลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งมีคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำกับดูแลในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความมั่นคงของประเทศ สภาพการจ้างตามระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 นอกจากเป็นสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินที่อยู่ในขอบเขตที่กำหนดตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ที่จำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขปรับปรุงได้เอง ไม่ใช่สภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาตกลงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีข้อห้ามตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 29 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าแล้ว หลักของการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิดสภาพการจ้างใหม่ แม้ข้อตกลงหรือข้อยุติไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง เป็นการลดประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิที่ได้รับอยู่เดิมลงบ้าง แต่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตามเหตุผลในหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ย่อมใช้บังคับได้ จำเลยออกระเบียบแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จ เพราะจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษ ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของจำเลยที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงานมากขึ้น ฝ่ายพนักงานลูกจ้างหรือโจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษแล้ว หากจะต้องลดประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จไปบ้าง เพื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมขององค์กร ย่อมถือได้ว่าอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ระเบียบจำเลย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 จึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับแก่พนักงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายบำเหน็จที่ยังขาดอยู่ 694,005.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความเห็นชอบในการแก้ไขวิธีคำนวณบำเหน็จพนักงาน และระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 และแก้ไขระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 และพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและศาลแรงงานภาค 1 ฟังมาว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2522 ขณะจำเลยเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยแปลงสภาพเป็นบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจมีกระทรวงการคลังถือหุ้นเพียงผู้เดียว คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินสำหรับจำเลยซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสองรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการบริหารจัดการได้เอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้จำเลยสามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดอัตราค่าจ้าง

ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ทั้งนี้เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และอาจมีกรณีจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อแข่งขันกับกิจการอื่น เดิมจำเลยมีสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จกรณีพนักงานหรือลูกจ้างเกษียณอายุการทำงาน ตามข้อบังคับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ. 2529 และระเบียบบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 โดยให้นำค่าจ้างเดือนสุดท้ายคูณด้วยเวลาทำงานนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจนถึงวันสุดท้ายที่เกษียณอายุการทำงาน

ต่อมาจำเลยออกระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 แก้ไขการนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณบำเหน็จและวิธีการคำนวณบำเหน็จ โดยกำหนดให้แบ่งการคำนวณบำเหน็จเป็นสองช่วง ช่วงแรกให้นับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจนถึงวันพ้นสภาพการเป็นพนักงานก่อนหรือในวันที่ 30 กันยายน 2548 คูณด้วยอัตราค่าจ้าง ณ วันดังกล่าว ช่วงที่สองให้นับเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ระเบียบฉบับแก้ไขมีผลใช้บังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2548 จนถึงวันสุดท้ายที่เกษียณอายุการทำงาน เหตุผลที่จำเลยออกระเบียบฉบับแก้ไขดังกล่าวสืบเนื่องมาจากจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ทำให้จำเลยมีภาระต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมากขึ้น

ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของจำเลย และเพื่อให้สอดคล้องเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับบริษัทกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังด้วย คณะกรรมการจัดการกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน จึงเห็นควรเสนอแก้ไขระเบียบให้แบ่งการคำนวณจ่ายเงินบำเหน็จเป็นช่วง ๆ ทุกครั้งที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ จำเลยจึงให้คณะกรรมการกลั่นกรองงานกิจการสัมพันธ์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองเรื่องร้องทุกข์ต่าง ๆ พิจารณาก่อนแล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายบริหารซึ่งเป็นนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายพนักงานคือ

สมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบตามเสนอ จำเลยจึงมีหนังสือขอความเห็นชอบในการแก้ไขระเบียบผ่านกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปยังกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นทั้งหมดของจำเลย วันที่ 9 สิงหาคม 2548 กระทรวงการคลังมีหนังสือถึงจำเลยให้แก้ไขระเบียบบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ตามหลักการของมติคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 ให้แล้วเสร็จและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ต่อมาโจทก์พ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 ด้วยเหตุเกษียณอายุ

รวมระยะเวลาทำงานทั้งสิ้น 36 ปี 6 เดือน 15 วัน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่โจทก์ได้รับเดือนละ 67,960 บาท จากผลที่จำเลยแก้ไขวิธีการนับเวลาทำงานเพื่อคำนวณบำเหน็จใหม่ ให้ใช้ตามระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 ทำให้โจทก์ได้รับบำเหน็จเป็นเงิน 1,715,619.86 บาท ซึ่งหากคำนวณตามข้อบังคับและระเบียบเดิม โจทก์จะได้รับบำเหน็จถึง 2,409,625 บาท โจทก์เห็นว่าระเบียบฉบับที่แก้ไขไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลใช้บังคับ จึงมาฟ้องเรียกร้องบำเหน็จจำนวนที่ขาดอีก 694,005.14 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน

พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 ชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับแก่พนักงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีมติให้กำหนดขอบเขตสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 แก่รัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ซึ่งรวมถึงจำเลยขณะเป็นบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้สามารถดำเนินการปรับปรุงสภาพจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน ในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ค่าตอบแทน หรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานได้เอง เมื่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นเห็นชอบแล้ว กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยมีอำนาจปรับปรุงระเบียบบริษัททศท

คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ซึ่งเป็นสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินในการกำหนดค่าตอบแทนหรือสวัสดิการต่าง ๆ ของพนักงานและอยู่ในขอบเขตที่คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ไม่จำต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งอีก การที่จำเลยมอบให้คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 23 (5) ร่วมกันพิจารณามีมติเห็นชอบให้แก้ไขระเบียบดังกล่าว แล้วจำเลยเสนอกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบในการใช้บังคับ จึงถูกต้องตามกระบวนการในพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์

พ.ศ. 2543 ทุกประการ สำหรับปัญหาว่าการปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกล่าวออกเป็นระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยกองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 เป็นการลดประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับอยู่เดิมลง ขัดต่อพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 หรือไม่ เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ที่เห็นชอบการแปลงสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามที่ประธานคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจเสนอ มีใจความตอนหนึ่งว่า ให้ผู้ปฏิบัติงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่โอนไปยังบริษัททศท คอร์ปอเรชั่น

จำกัด (มหาชน) ณ วันที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม เป็นมติที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ให้พนักงานตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือน ค่าจ้าง และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับอยู่เดิม กับให้ถือว่าเวลาการทำงานของพนักงานดังกล่าวในรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นเวลาการทำงานในบริษัทโดยไม่ถือว่าการเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นบริษัทนั้นเป็นการเลิกจ้าง" ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีและบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ใช้ในช่วงเวลาเปลี่ยนสภาพจากรัฐวิสาหกิจในรูปองค์การของรัฐเป็นบริษัท ดังจะเห็นจากคำว่า

"พนักงานตามวรรคหนึ่ง" หมายถึง บรรดาพนักงานตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นลูกจ้างของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในวันจดทะเบียนบริษัท ซึ่งในขณะที่จำเลยแปลงสภาพจากองค์การของรัฐเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้ให้พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เคยได้รับอยู่เดิมและยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขออกเป็นระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 แต่อย่างไร กรณีไม่อาจอ้างพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 และมติคณะรัฐมนตรีมาปรับหรือบังคับให้ระเบียบดังกล่าวตกไป ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยไว้ว่าพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 มิได้เป็นบทบัญญัติที่ห้ามมิให้มีการแก้ไขสภาพการจ้าง

เพราะการแก้ไขสภาพการจ้างของลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ซึ่งมีคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กำกับดูแลในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ฝ่ายบริหารกับพนักงานและลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความมั่นคงของประเทศ สำหรับการแก้ไขสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินของจำเลยในกรณีตามคำฟ้อง คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำกับดูแลโดยเสนอคณะรัฐมนตรีกำหนดขอบเขตสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินให้จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพอาจดำเนินการได้เอง นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ซึ่งมีผู้แทนฝ่ายนายจ้างจากฝ่ายบริหารของจำเลย และผู้แทนฝ่ายลูกจ้างจากสมาชิกของสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจจำเลย เป็นกรรมการพิจารณาให้ความเห็น

ปรึกษาหารือเพื่อพิจารณาปรับปรุงสภาพการจ้างอีกด้วย ส่วนปัญหาว่าการออกระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2548 เป็นการลดประโยชน์ที่โจทก์มีสิทธิได้รับอยู่เดิมลงขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สภาพการจ้างตามระเบียบดังกล่าว นอกจากเป็นสภาพการจ้างเกี่ยวกับการเงินที่อยู่ในขอบเขตที่กำหนดตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 13 (2) ที่จำเลยมีอำนาจที่จะแก้ไขปรับปรุงได้เอง ไม่ใช่สภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาตกลงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่มีข้อห้ามตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มาตรา 29 วรรคสอง ที่ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าแล้ว โดยหลักของการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิดสภาพการจ้างใหม่ ไม่ว่าจะเกิดจากการยื่นข้อเรียกร้อง เจรจาต่อรองกัน หรือการปรึกษาหารือกัน ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าข้อตกลงหรือข้อยุติจะต้องเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าเท่านั้น แม้ข้อตกลงหรือข้อยุติไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง เป็นการลดประโยชน์ที่ลูกจ้างมีสิทธิที่ได้รับอยู่เดิมลงบ้าง แต่อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตามเหตุผลในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ก็ย่อมใช้บังคับได้ เมื่อจำเลยออกระเบียบดังกล่าวแก้ไขหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จ เพราะจำเลยปรับขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นกรณีพิเศษ

ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของจำเลยที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงานมากขึ้น แสดงว่าฝ่ายพนักงานลูกจ้างหรือโจทก์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษแล้ว หากจะต้องลดประโยชน์จากการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคำนวณบำเหน็จไปบ้าง เพื่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมขององค์กร ย่อมถือได้ว่าอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ระเบียบบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าด้วย กองทุนสวัสดิการสงเคราะห์พนักงาน พ.ศ. 2546 ฉบับที่ 3 จึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลใช้บังคับแก่พนักงานของจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า กรณีเป็นการปรับปรุงสภาพการจ้างโดยชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุผลเพียงพอ ไม่ปรากฏว่าเป็นการกลั่นแกล้งบุคคลหนึ่งบุคคลใด ย่อมมีผลใช้บังคับแก่โจทก์และลูกจ้างทุกคนและพิพากษายืนตามศาลแรงงานภาค 1 ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมดนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วาสนา หงส์เจริญ · โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ · สันทัด สุจริต
ศาลล่าง
ศาลแรงงานภาค 1 - นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์ - นายสมเกียรติ คูวัธนไพศาล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1130/2564
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ร.394/2562
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้