Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาเช่าซื้อที่กำหนดว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันผู้เช่าซื้อไม่สามารถคืนทรัพย์สินได้ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ผู้เช่าซื้อยินยอมรับผิดชอบใช้ราคาค่าแห่งทรัพย์สินจนเต็มจำนวนเงินที่ค้างชำระทั้งสิ้นนั้น เป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่ง มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า หากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลก็ชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และข้อสัญญานี้มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งกำหนดไว้ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อหรือเงินอื่นใดที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญา โจทก์คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเท่านั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อเครื่องรับโทรทัศน์สีจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หรือชดใช้ราคา๑๑,๒๗๔ บาท แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องรับโทรทัศน์สีตามสัญญาเช่าซื้อคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้ร่วมกันใช้ราคาจำนวน ๑๑,๒๗๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบโทรทัศน์สีตามฟ้องให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๙,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'คดีนี้โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเช่าซื้อเครื่องรับโทรทัศน์จากโจทก์แล้วผิดนัดโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วตามฟ้อง คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๖ กำหนดไว้ว่า เมื่อสัญญาเลิกกันแล้วหากไม่สามารถคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้โจทก์ได้จำเลยยอมรับผิดชอบใช้ราคาค่าแห่งทรัพย์สินจนเต็มจำนวนเงินที่คงค้างชำระทั้งสิ้น เป็นการตกลงกำหนดราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยไม่สามารถคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อได้ มิใช่เป็นวิธีกำหนดและชดใช้ค่าเสียหายล่วงหน้าที่ศาลจะมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดหย่อนเองได้ จำเลยต้องใช้เงิน๑๑,๒๗๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนห่าจะชำระเสร็จนั้น

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๓ ข้อ ๖ มีใจความว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วผู้เช่าซื้อไม่สามารถคืนทรัพย์สินได้ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ผู้เช่าซื้อยินยอมรับผิดชอบใช้ราคาค่าแห่งทรัพย์สินจนเต็มจำนวนเงินที่คงค้างชำระทั้งสิ้น ข้อตกลงในสัญญามีอยู่ดังนี้ โจทก์จำเลยย่อมต้องผูกพันตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ให้ใช้ราคาทรัพย์สินแทนเป็นเงิน ๙,๕๐๐ บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะถือได้หรือไม่ว่าจำเลยใช้ราคาแห่งทรัพย์สินจนเต็มจำนวนที่ค้างชำระแล้ว หากถือว่าเงินค่างวดที่ยังค้างชำระรวมทั้งสิ้น ๑๑,๒๗๔ บาท เป็นค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ ศาลก็มีอำนาจลดเงินจำนวนนี้ลงได้ แต่ถ้าถือว่าเงินจำนวน๑๑,๒๗๔ บาท ซึ่งจำเลยจะต้องชดใช้ให้โจทก์

กรณีไม่สามารถคืนเครื่องรับโทรทัศน์ได้ ไม่ใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าและมิใช่เบี้ยปรับ ศาลก็ไม่มีอำนาจที่จะลดหย่อนราคาลงได้ เห็นว่า ข้อกำหนดในสัญญาข้อ ๖ นั้น เป็นวิธีการกำหนดค่าเสียหายวิธีหนึ่ง มีลักษณะเป็นการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า หากกำหนดไว้สูงเกินส่วนแล้ว ศาลก็ชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลดค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับลงเหลือ ๙,๕๐๐ บาท จึงเป็นจำนวนที่พอสมควรแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ฎีกาขอมาในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีนั้นเห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีตามสัญญาข้อ ๓ ซึ่งกำหนดไว้ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่ชำระเงินอื่นใดที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญา และในเรื่องการใช้ราคาทรัพย์สินนี้สัญญามิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้

โจทก์คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามกฎหมายเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองคิดดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน'

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีรศักดิ์ กรรณสูต · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ถวิล ทองสว่างรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายกวด ปัญญาธีระ
ศาลอุทธรณ์ - นายอัมพร เดชศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3394/2527

โจทก์มีหนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครและหนังสือมอบอำนาจประกอบคำเบิกความของ ค. ผู้รับมอบอำนาจเป็นพยานโดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างแต่ประการใด ย่อม เป็นการเพียงพอที่ฟังได้ว่าโจทก์เป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2549

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาและยึดรถยนต์คืนออกประมูลขายได้เงินน้อยกว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 356/2548

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์มีสิทธิริบเงินค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้วก่อนเลิกสัญญา และกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อส่วนที่ค้างชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 57…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2546

คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2818/2541

สัญญากู้เงินเป็นหนี้ประธาน ส่วนหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ แม้ในสัญญาจำนองจำเลยจะตกลงเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 18 ต่อปี ก็มิใช่ว่าจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้