Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 262/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เกิดเหตุเวลากลางวันก่อนเกิดเหตุพยานโจทก์ทั้งสามเห็นจำเลยทั้งสามยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามปากซอย ห่างประมาณ 15 เมตร และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ชักอาวุธปืนจ้องมาที่ผู้เสียหายห่างตัวผู้เสียหายประมาณ 7 นิ้ว พร้อมกับพูดว่าจะเอาสร้อยถ้า หากไม่ให้จะยิง แล้วจำเลยที่ 2 ดึง สร้อยคอทองคำของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 ดึง กระเป๋าเงินของผู้เสียหายไปและพากันวิ่งหนีขึ้นรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 3 ยืนอยู่หลบหนีไป พยานโจทก์ย่อมมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานพอสมควรและเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความก็ให้การยืนยันว่านอกจากจำเลยที่ 1ซึ่งถูกจับกุมตัวแล้วพยานยังจำคนร้ายอีกสองคนได้ โดยระบุตำหนิ รูปพรรณของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไว้ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 มาได้ พยานก็ชี้ ตัวว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายเช่นนี้พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงเพียงพอรับฟัง.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดต่อกฎหมายโดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2530 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2มีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงาน 1 กระบอกไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่ใช่กรณีต้องมีติดตัวเพราะมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันมีอาวุธปืนและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อปล้นทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก1 สลึง 1 เส้น

ราคา 1,500 บาท เงินสด 500 บาท รวมราคา 2,000บาท ของนางชะอ้อน รัตนพันธ์ ผู้เสียหาย โดยในการปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่เข็ญผู้เสียหายว่าทันใดจะยิงประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายหากต่อสู้ขัดขืน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไปเพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้นเพื่อยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมแล้วจำเลยทั้งสามได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นพาหนะพาทรัพย์นั้นไปและเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2530 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงาน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 1 นัดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่

เหตุเกิดที่ตำบลบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340ตรี, 371, 83, 91 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526มาตรา 4 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8ทวิ, 72,72ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ริบของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1643/2530 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่1603/2531 ของศาลชั้นต้น กับนับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2171/2530 คดีอาญาหมายเลขแดงที่1603/2531 ของศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า

จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง 340ตรี, 83,91 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ14, 15 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 กับจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 90 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว

ฐานปล้นทรัพย์ให้จำคุกคนละ 18 ปีฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองจำคุกคนละ 1 ปี สำหรับจำเลยที่ 2 ความผิดฐานพกพาอาวุธปืนลงโทษบทหนัก ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 จำคุกจำเลยที่ 2 ข้อหานี้ 6 เดือน รวมแล้วลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 19 ปี จำเลยที่ 2 จำคุก 19 ปี 6 เดือน คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 12 ปี 8 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1643/2531 (ที่ถูก1643/2530) และโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1603/2531 ของศาลชั้นต้นของกลางริบ

ยกฟ้องจำเลยที่ 3จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง (ที่แก้ไขแล้ว) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นางเอี้ยนและเด็กชายประสานมาเบิกความได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุเวลาประมาณ 15นาฬิกา ก่อนที่พยานทั้งสามจะเดินเลี้ยวเข้าซอยเข้าบ้าน เห็นชาย 3 คนคนหนึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ อีกสองคนยืนอยู่ข้าง ๆ พยานทั้งสามเดินเข้าไปในซอยได้ประมาณ 30 เมตร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นชายสองในสามคนที่เห็น

ตอนแรกเดินตามมาร้องเรียกให้หยุด จำเลยที่ 2 ถามผู้เสียหายว่าสนามบ้านไร่อยู่ไหน ผู้เสียหายตอบว่าไม่ทราบจำเลยที่ 2 ชักอาวุธปืนสั้นจ้องมาทางผู้เสียหาย กับดึงสร้อยคอและจำเลยที่ 1 ดึงกระเป๋าเงินไปจากผู้เสียหาย แล้วพากันวิ่งหนีไปที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยที่ 3 ยืนอยู่ ซ้อนท้ายขับย้อนมาทางอำเภอหาดใหญ่หลบหนีไป ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2530 ผู้เสียหายเด็กชายประสาน และนายแก้ว รัตนพันธ์ บิดาของผู้เสียหายได้ไปที่ตลาดบ้านพรุพบจำเลยที่ 1 นั่งขายปลา จำได้ว่าเป็นคนร้าย นายแก้วไปแจ้งความและนำจ่าสิบตำรวจชนะ หน่อแก้ว มาจับกุมจำเลยที่ 1ส่งให้ร้อยตำรวจตรีพยู ชนะศรีสืบวงศ์ พนักงานสอบสวน

จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพและพาร้อยตำรวจตรีอำพล บัวรับพร และจ่าสิบตำรวจชนะไปค้นบ้านจำเลยที่ 1 พบอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ไม่มีหมายเลขทะเบียน1 กระบอก ร้อยตำรวจตรีพยูให้ผู้เสียหาย เด็กชายประสานและนางเอี้ยนไปดูตัวจำเลยที่ 1 ต่างชี้ยืนยันว่าเป็นคนร้ายต่อมาจำเลยที่ 1 พาร้อยตำรวจตรีอำพลไปจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เสียหายเด็กชายประสานและนางเอี้ยนดูตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วต่างชี้ยืนยันว่าเป็นคนร้ายเห็นว่า เวลาเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ก่อนเกิดเหตุพยานโจทก์ทั้งสามเห็นจำเลยทั้งสามยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามปากซอยห่างประมาณ 15 เมตร และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ชักอาวุธปืนจ้องมาที่ผู้เสียหายห่างตัวผู้เสียหายประมาณ 7 นิ้ว

พร้อมกับพูดว่า จะเอาสร้อยถ้าหากไม่ให้จะยิง แล้วจำเลยที่ 2 ดึงสร้อยคอทองคำของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 ดึงกระเป๋าเงินของผู้เสียหายไป และพากันวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยที่ 3 ยืนอยู่หลบหนีไป พยานโจทก์ย่อมมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยที่ 2 อย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานพอสมควรในระหว่างที่พูดโต้ตอบกันอยู่ และเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความพยานโจทก์ทั้งสามต่างให้การยืนยันว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ซึ่งถูกจับกุมตัวแล้ว พยานยังจำคนร้ายอีกสองคนได้ โดยระบุตำหนิรูปพรรณของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไว้ และเมื่อตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 มาได้พยานโจทก์ทั้งสามก็ชี้ตัวจำเลยที่ 2 ว่าเป็นคนร้ายได้ถูกต้อง ตามบันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหา และภาพถ่ายประกอบบันทึกเอกสารหมาย

จ.5,จ.7 และ จ.10 นอกจากนี้ยังมีจ่าสิบตำรวจชนะ ผู้จับกุมจำเลยที่ 1มาเบิกความว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 ได้แล้ว ผู้เสียหายบอกว่าจำหน้าคนร้ายได้ทั้งสามคน พยานโจทก์ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อนจึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 คดีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้องข้อนำสืบอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 2 ไม่พอฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าผู้เสียหาย เด็กชายประสานและนางเอี้ยน เบิกความขัดกันในข้อสาระสำคัญ เห็นว่าผู้เสียหายและนางเอี้ยนต่างก็เบิกความว่าจำเลยที่ 2 ดึงสร้อยคอ จำเลยที่ 1 ดึงกระเป๋าเงิน พยานโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ขัดกัน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่านายแก้ว รัตนพันธ์ บิดาของผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายบอกว่าจำคนร้ายไม่ได้จึงไม่ให้ไปแจ้งความเห็นว่า นายแก้วได้มาเบิกความเป็นพยานให้จำเลยที่ 2 ว่าผู้เสียหาย นางเอี้ยน และเด็กชายประสารกลับมาจากตลาดบอกว่าถูกปล้น ถามว่ารู้จักหรือไม่ ผู้เสียหายว่าไม่รู้จัก และถามว่าจำหน้าคนร้ายได้หรือไม่ พวกผู้เสียหายว่าจำไม่ได้ แต่จำได้อยู่คนหนึ่งคือที่เข้าไปเอาสร้อย ส่วนอีกคนหนึ่งจำไม่ได้ จากคำของนายแก้วดังกล่าวฟังได้ว่า ผู้เสียหายจำได้อยู่คนหนึ่งก็คือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนเข้าไปเอาสร้อยนั่นเอง ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จากคำเบิกความของผู้เสียหาย นางเอี้ยนและเด็กชายประสานไม่ปรากฏชัดว่า

มีคนร้าย 3 คน หรือไม่คงมีเพียง2 คน ตามที่ศาลลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานปล้นทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสามต่างก็เบิกความว่าคนร้ายมี 3 คน แต่พยานหลักฐานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยว่าจำเลยที่ 3 จะร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3 มิได้ฟังว่าคนร้ายมีเพียง 2 คน ดังจำเลยที่ 2 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · พินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้